พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ กล่าวถึงประเด็นที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนรับหลักการ รัฐสภา มีมติให้ตั้งอนุกมธ.เพื่อพิจารณาทำความเห็นประเด็นข้อกฎหมาย และทำประชามติก่อนรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นการประวิงเวลาและทำให้สังคมขัดแย้ง ส่วนที่หลายฝ่ายประเมินว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเพื่อหวังผลต่อการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลนั้น ส่วนตัวไม่ต้องการให้ รัฐบาลมองว่าเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งอยู่หรือไม่อยู่ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญ เพราะหากรัฐบาลทำดี ประชาชนไม่ว่าอะไร แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าประชาชนเดือดร้อน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิต ซึ่งเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีลักษณะรัฐราชการ มากกว่าการดูแลสวัสดิการ สวัสดิภาพของประชาชน ทั้งนี้ผมมองว่ารัฐสภาและรัฐบาลควรอยู่เพื่อรับใช้ประชาชน หากรัฐบาลคิดได้ ไม่ควรนำสังคมไปสู่ความขัดแย้ง ความเห็นส่วนตัวควรให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณารับหลักการของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนการชุมนุมของกลุ่มเยาวชน วันที่ 14 ตุลาคมจะเกิดขึ้น
พ.ต.อ.ทวีกล่าวย้ำด้วยว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้นที่รัฐสภาจะตั้งกมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ เพราะมองว่าเป็นการประวิงเวลา ทั้งนี้การศึกษาว่าด้วยปัญหาของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน พบว่าามีปัญหาเกือบทั้งฉบับ และมีประเด็นที่ทำให้รัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย ใน 5 ประเด็นสำคัญ คือ 1.รัฐสภาไม่เป็นประชาธิปไตย ที่กระบวนการได้มาซึ่งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และ ส.ว.ชุดปัจจุบันไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง, 2.รัฐบาลไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะผู้นำรัฐบาลมาจากการสนับสนุนของส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากการเลือกของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้ทำหน้าที่สนับสนุนหัวหน้า คสช. ดำรงตำแหน่งนายกฯ, 3.หลายองค์กรในรัฐธรรมนูญ มีสถานะเป็นรัฐอิสระไม่ยึดโยงประชาชน และมีอำนาจยับยั้งอำนาจ สิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมถึงใช้อำนาจที่ตีความเกินตัวบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ, 4. รัฐราชการและกองทัพ ที่พบว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจสูงกว่ารัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิ เสรีภาพ และ 5. รัฐประหารเงียบ ที่ซ่อนอยู่ในบทบาทของ ส.ว.ด้านการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ จะพบว่าส.ว.ปัจจุบัน เป็นอดีตข้าราชการประจำ ที่มีลักษณะและแนวคิดทำให้ประชาชนอ่อนแอ และปัญหาสำคัญ คือ คำสั่งคสช. ที่ถูกรับรองไว้ ทำให้การละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยังมีอยู่
"กรณีที่ดึงเรื่องศึกษาก่อนรับหลักการ ไม่เฉพาะแค่ต้องการประวิงเวลา แต่ผมมองว่าเป็นจุดที่สร้างความขัดแย้งให้สังคม มีนายกฯ และส.ว. เป็นศูนย์กลาง เพราะประเด็นข้อเสนอให้ทำประชามติก่อนรับหลักการนั้น กลไกของรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 กำหนดชัดเจนว่าต้องทำประชามติก่อนหากแก้ไขในเรื่องที่กำหนดไว้ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องซื้อเวลา ส่วนข้อถกเถียงในรายละเอียดสามารถพูดคุยกันได้หลังรับหลักการและตั้งกมธ. ร่วมกันของรัฐสภา ส่วนแนวทางทำประชามตินั้น ผมเห็นด้วยควรมี หากเป็นประเด็นที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นนั้น คือ การประวิงเวลาสร้างความขัดแย้ง” พล.ต.อ.ทวี กล่าว.