สมรภูมิการเมืองตำราเก่า มีแค่เวทีรัฐสภา และบนถนน แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โลกโซเชียลมีเดียกว้างขวางไร้พรมแดน เข้าถึงประชาชนจำนวนมาก ที่สำคัญเข้าถึงได้ง่ายนิดเดียว หากตีโจทย์แตก รู้ว่า “ประชากรโซเชียลมีเดีย” ต้องการอะไร
ทำให้ทุกองคาพยพของ “การเมือง” ต้องระดมขุนพลฝีมือดีมาลุย “การเมืองบนโซเชียลมีเดีย” แต่ใช่ว่าทุกพรรคการเมืองจะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะฝั่งที่กุมอำนาจรัฐ เรื่องที่พลาดมักจะถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องจนแทบตั้งรับไม่ทัน
ตรวจยุทธศาสตร์ออนไลน์นายกฯ
เช่นเดียวกับรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่พยายามปรับรูปแบบการสื่อสารหลายครั้ง แต่ยังไม่โดนใจชาวโซเชียลมีเดีย แม้ช่วงปลาย คสช.จะเปิด "เพจประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chon-o-cha” โดยมียอดกดติดตามกว่า 912,392 คน แต่คอมเมนต์ส่วนใหญ่กลับมีกลุ่มเสียดสีมากกว่ากองเชียร์
ยุทธศาสตร์ออนไลน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ขับเคลื่อนจาก "เพจประยุทธ์” เอง เพราะยังกังวลเรื่องภาพลักษณ์ การโพสต์ของเพจประยุทธ์จึงเน้นเรื่องที่เกี่ยวกับเนื้องาน ไม่เน้นการตอบโต้ทางการเมือง แต่การโพสต์ก็ยังถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับเพจของนักการเมืองรายอื่น
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล ยังใช้ “เพจไทยคู่ฟ้า” ซึ่งมียอดกดติดตาม 320,456 คน มีการประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาล และโพสต์ข้อความเชิงบวกให้กับรัฐบาลจำนวนมาก เพจดังกล่าวสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานจัดทำขึ้น
นอกจากนี้ยังมีเพจพันธมิตรที่จะเอาไว้ตอบโต้ในประเด็นทางการเมือง เช่น เพจลุงตู่ตูน มียอดติดตาม 68,139 คน
เพจลุงตู่มาแว้วๆๆๆ มียอดติดตาม 107,967 คน โดยเนื้อหาการโพสต์จะเน้นประชาสัมพันธ์ผลงาน พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล และจะตอบโต้ประเด็นทางการเมืองเฉพาะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกขั้วตรงข้ามโจมตี
ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีเพจของตัวเอง ผนึกกำลังกับเพจพันธมิตร และ “นักรบไซเบอร์” ที่คอยกดไลค์-กดแชร์ แต่ก็ยากที่ต่อสู้กับ “ขั้วตรงข้าม”
พปชร.งานสื่อสารไร้เอกภาพ
ฟากฝั่ง “พลังประชารัฐ” ที่เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล การใช้ประโยชน์จากการสื่อสารจากโซเชียลมีเดีย ดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อนของพรรคอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันเพจเฟซบุ๊คของพรรค มีผู้ติดตาม 265,397 คน ส่วนทวิตเตอร์ ที่ถือว่าเป็นช่องทางที่มีอิทธิพลมากที่สุดช่องทางหนึ่งของกลุ่มการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แต่สำหรับพลังประชารัฐ มีบัญชีผู้ใช้งานติดตาม เพียง 3,451 รายเท่านั้น และโพสต์ล่าสุด ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 10 เม.ย.2563
สะท้อนให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์โซเชียลมีเดียของพลังประชารัฐอ่อนแอ นั่นก็ด้วยหลายเหตุปัจจัย อาทิ ความไม่ลงรอยของคนในพรรค ต่างแย่งเค้กช่วงชิงดูแลงานในส่วนนี้ นับตั้งแต่ตั้งพรรคใหม่ๆ และช่วงหาเสียง มีแกนนำพรรคสายกทม.คนหนึ่งรับหน้าที่ดูแล แต่แบกรายจ่ายหลักล้านไม่ไหว และเลขาธิการพรรค ที่ดูแลงานภายใน ก็ไม่ได้ตั้งงบประมาณสนับสนุน จนแกนนำคนดังกล่าวต้องทิ้งงานนี้ของพรรคไป ก่อนที่แกนนำกลุ่มดาวฤกษ์คนหนึ่ง จะเข้ามารับช่วงดูแลต่อ พร้อมกับภารกิจปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือ IO เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้พรรค รวมถึงปกป้องพรรคและ โจมตีขั้วตรงข้าม แต่ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร คนที่ติดตามการเมืองคงเห็นความแตกต่างได้ไม่ยาก
เมื่อดูความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊คของพรรค ที่เน้นการนำเสนอเนื้อหาสาระแนวรูทีน หรืองานประจำของ ส.ส. เช่น ส.ส.คนไหนลุกขึ้นหารือ หรืออภิปรายในสภา การลงพื้นที่ของ ส.ส. พบปะชาวบ้าน ทำบุญ แจกสิ่งของ เป็นต้น โดยแทบจะไม่มีเนื้อหาที่มีสาระสำคัญที่สร้างผลกระทบวงกว้างอย่างแท้จริง และไม่มีการจับประเด็นที่ผู้คนในสังคมมีความรู้สึกร่วม
ขณะที่ทีมโฆษกของพรรค ขณะนี้ก็ยังเหมือนพายเรือในอ่าง หาเอกภาพยังไม่เจอ หายุทธศาสตร์การสื่อสารยังไม่ได้ เพราะต่างคนต่างสาย ต่างที่มา จากการเป็นตัวแทนกลุ่มต่างๆ ในพรรค มากกว่าจะแท็กทีมทำงานเพื่อพรรค โดยทีมโฆษกพรรคบางคนยังคงเข้าใจว่า มีหน้าที่พรีเซ็นผลงานตัวเองเท่านั้น
ดังนั้น ยุทธศาสตร์โซเชียลของพลังประชารัฐ จึงเป็นไปอย่างไร้เอกภาพ เพจเฟซบุ๊คของพรรคที่มีทีมงานของเลขาธิการพรรคคนปัจจุบันดูแล ทวิตเตอร์ซึ่งมีแกนนำกลุ่มดาวกฤกษ์คนหนึ่งดูแล แต่ไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่ต่างกับเว็บไซต์ของพรรคก็ปล่อยให้ล่มไม่เป็นท่า
ปชป.เลิกโต้ เน้นโชว์ผลงาน
“พรรคประชาธิปัตย์” ในมือของ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” เป็นหัวหน้าพรรค อยู่ในช่วง “ปชป.เปลี่ยนผ่าน” ไปเกือบทุกด้าน ไม่เว้นแต่กลยุทธ์นโยบายหาเสียงที่อยู่ในทุกแพลตฟอร์มของพรรคประชาธิปัตย์ กลายเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ทีมยุทธศาสตร์พรรคกำหนดให้เป็นแนวหน้าทางการเมือง
โดยเฉพาะตัวเลขผู้ติดตามในเฟซบุ๊คพรรคประชาธิปัตย์ นับจนถึงขณะนี้มีมากกว่า 8.1 แสนคน ขณะที่ “ทวิตเตอร์” มีฟอลโลเวอร์อยู่ที่ 6.2 หมื่นคน ทำให้เวทีสังคมออนไลน์ เป็นหนึ่งในเวทีโชว์ของจากผลงาน 7 รัฐมนตรีของพรรค โดยเน้นความเคลื่อนไหวของ “จุรินทร์” ในการทำหน้าที่ รมว.พาณิชย์ ไปจนถึงการลงพื้นที่ต่างจังหวัดในหมวกหัวหน้าพรรค
“แพลตฟอร์ม” ของประชาธิปัตย์ ถูกยกเครื่องรูปแบบการสื่อสารใหม่ทั้งหมด หลีกเลี่ยงประเด็นตอบโต้ทางการเมือง ซึ่งแตกต่างจากยุคที่ผ่านมา แต่จะใช้ในกรณีประเด็นสำคัญที่มาจากมติพรรค หรือคำให้สัมภาษณ์ของจุรินทร์ที่เป็นจุดยืนสำคัญของพรรคในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงคลิปวีดิโอการอภิปรายจาก ส.ส.ของพรรคในสภาฯ ในประเด็นแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่
ส่วนสมรภูมิการเมืองบน เพื่อสร้างฐานคะแนนความนิยมในแพลตฟอร์มออนไลน์ ถูกเน้นไปที่ผลงานของพรรค จุดพลุไปที่นโยบาย “ประกันราคาสินค้าเกษตรกร” ซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงของพรรค บนสโลแกน “ทำได้ไว ทำได้จริง” ตั้งแต่เลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ต่อยอดมาถึงโครงการสำคัญในกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่ “พาณิชย์ลดราคา” เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์โควิด
ภูมิใจไทย เข้าไม่ถึงคนรุ่นใหม่
“พรรคภูมิใจไทย” ใช้เพจคนภูมิใจไทยในเฟซบุ๊คซึ่ง มียอดกดติดตาม 103,452 คน เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการลงพื้นที่ของ รัฐมนตรี-ส.ส. ของพรรค พร้อมคลิปตัดต่อคำอภิปรายในสภา ขณะที่เพจพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ แทบจะกลายเป็นเพจร้าง เนื่องจากไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ มีการแชร์โพสต์ครั้งล่าสุดตั้งแต่ พ.ค.2561 และมียอดติดตามเพียง 2,634 ขณะที่เพจ Ringside การเมือง ที่ระบุว่า เป็นนักการเมือง มียอดติดตาม 121,937 คน ที่เน้นการแชร์ข่าวหัวหน้าพรรค และแกนนำ
และที่ผ่านมา “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข ใช้เพจของตัวเองที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เคลื่อนไหวตอบโต้ทางการเมือง แต่ต้องปิดตัวไปภายหลังโดนถล่มในการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนช่วงสถานการณ์โควิด-19
แม้ภูมิใจไทยจะพยายามชูนโยบายคนรุ่นใหม่ และพยายามผลักดัน ส.ส.รุ่นใหม่ ให้ขึ้นมามีบทบาท แต่แพลตฟอร์มที่จะสื่อสารไปยังคนรุ่นใหม่ยังไม่โดนใจ
ก้าวไกล ใช้สื่อออนไลน์ทำงาน
สำหรับ “พรรคก้าวไกล” โดดเด่นในการใช้สื่อออนไลน์มาตั้งแต่ยุค “พรรคอนาคตใหม่” นำมาต่อยอดความสำเร็จ โดยเพจของพรรคก้าวไกล มียอดติดตาม 252,587 คน โดยส.ส.ของพรรคเกือบทุกคนต่างใช้สื่อออนไลน์เพื่อการทำงานการเมืองในสภา โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1.การเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของส.ส.ในแต่ละคณะกรรมาธิการ โดยส.ส.ที่ทำงานในคณะกรรมาธิการใดก็จะนำผลการประชุมมาเปิดเผยผ่านสื่อออนไลน์
2.การตอบโต้ประเด็นทางการเมือง ซึ่งจะมีส.ส.ฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ทำหน้าที่ปะฉะดะ
และ 3.การแถลงจุดยืนของพรรคก้าวไกลในแต่ละประเด็น ที่สำคัญได้มีการเพิ่มกลยุทธ์การไลฟ์สดขึ้นมาเพื่อผู้สนับสนุนของพรรคได้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของพรรคก้าวไกลในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมาธิการในเรื่องสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจ
ปัจจุบันส.ส.พรรคก้าวไกลที่เคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์สม่ำเสมอในเวลานี้ มีด้วยกันอย่างน้อย 3 คน 1.อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ ‘เจี๊ยบ นครปฐม’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งถ้าใครติดตามจะพบว่าเป็นส.ส.คนหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นวิจารณ์การทำงานของนายกฯ อย่างตรงไปตรงมา พร้อมประโยคหยิกรัฐบาลแบบแสบๆคันๆ
2.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ได้รับการสถาปนาเป็นหนึ่งในดาวสภา มาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ผ่านมา ส.ส.ฝีปากกล้ารายนี้เน้นแสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ที่มีความถี่ค่อนข้างมากต่อวัน โดยจะเน้นการวิพากษ์เกี่ยวกับนโยบายการศึกษาและความมั่นคงของรัฐบาล
3.รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปัจจุบันเป็นโฆษกคณะกรรมาธิการกกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน โดยแต่ละสัปดาห์ ‘โรม’ จะเชิญชวนให้ประชาชนส่งประเด็นปัญหาที่อยากให้คณะกรรมาธิการฯแก้ไขมาเป็นระยะ
คณะก้าวหน้า แรงดีไม่มีตกเทรนด์
ด้านเพจของ “คณะก้าวหน้า” มียอดกดติดตาม 2.6 ล้านคน มี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เป็น 2 คีย์แมนที่ใช้ช่องทางดังกล่าวสะท้อนข้อคิด-ข้อเสนอแนะทางการเมืองให้ “แฟนคลับ” ได้ติดตาม นอกจากนี้ยังมีการตัดต่อคลิปวีดิโอของ “กลุ่มผู้ชุมนุม” เกือบทุกมหาวิทยาลัยนำมาโพสต์ เพื่อกระตุ้นการรับรู้อีกด้วย
นอกจากนี้เพจของ “คณะก้าวหน้า” ยังคอยแชร์ลิงค์ที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในเพจ “พรรคก้าวไกล” แต่เพจของ “พรรคก้าวไกล” จะไม่แชร์ลิงค์ของเพจ “คณะก้าวหน้า” เพื่อป้องกันข้อครหาทางการเมือง
ออนไลน์อาวุธสำคัญ ม็อบปลดแอก
ส่วนความเคลื่อนไหวกลุ่มแนวร่วมม็อบปลดแอก ที่พัฒนาจากเยาวชนปลดแอก ยกระดับขึ้นมาเป็นประชาชนปลดแอก ที่มีมากกว่ากลุ่มนักเรียนนักศึกษา
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปลุกกระแสแนวร่วมการชุมนุมที่มาจากกลุ่มนักศึกษาครั้งนี้ จะมาจากเครื่องมือที่อยู่ในสังคมออนไลน์ เป็นอาวุธสำคัญในการเคลื่อนไหวกดดันและต่อต้านรัฐบาล จากไอเดียวิธีคิดไปจนถึงการนำเสนอผ่านรูปแบบ “อินโฟกราฟิก” ที่มาจากแต่ละกลุ่มแนวร่วมที่ถูกโพสต์ใน เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ กำลังเป็นช่องทางที่ทรงอิทธิพลทุกครั้ง เมื่อถึงเวลานัดหมายการชุมนุมในแต่ละสถานที่
หากไล่นับตัวเลขผู้ติดตามเฟซบุ๊คจากกลุ่มแนวร่วมกลุ่มสำคัญที่ก่อตัวเพื่อขับไล่รัฐบาลมีมากกว่าหลักหมื่นไปถึงหลักแสนคน อาทิ เฟซบุ๊ค “คณะประชาชนปลดแอก” มีผู้ติดตาม 8.9 หมื่นคน เฟซบุ๊ค “เยาวชนปลดแอก” มีผู้ติดตาม 2.9 แสนคน เฟซบุ๊ค “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” มีผู้ติดตาม 6.1 หมื่นคน เฟซบุ๊ค “คณะจุฬา” มีผู้ติดตาม 1 หมื่นคน หรือเฟซบุ๊คเครือข่ายกลุ่มนักศึกษาในแต่ละสถาบันก็มีผู้ติดตามอยู่ที่หลักหมื่นคน
โดยเฉพาะระดับแกนนำการชุมนุมคนสำคัญ เป็นช่องทางที่มีผู้ติดตามไม่น้อยไปกว่าเฟซบุ๊คที่มาจากลุ่มแนวร่วมในแต่ละพื้นที่ อาทิ เฟซบุ๊คนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน” นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำเยาวชนปลดแอก มีผู้ติดตามมากถึง 8.9 หมื่นคน หรือเฟซบุ๊ค อานนท์ นําพา หรือ “ทนายอานนท์” มีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนคน แต่ยังห่างกับยอดติดตามทางทวิตเตอร์อยู่ที่ 1.7 หมื่นคน
แน่นอนว่าทุกการนัดหมายรวมพลเคลื่อนทัพ นอกเหนือจากการนัด “ชุมนุมย่อย” ของตัวเองในแต่ละสถาบัน แต่หากมีนัดหมายชุมนุมสำคัญในครั้งใด การเคลื่อนไหวจะเดินหน้าไปพร้อมกัน และเพิ่มความถี่ในการโพสต์เมื่อใกล้ถึงวันนัดชุมนุมเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่แค่การโพสต์นัดวันเวลาชุมนุมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีแผนที่เดินทาง รวมไปถึงสิ่งของไว้ดูแลตัวเองที่ต้องเตรียมความพร้อมติดตัวไปร่วมชุมนุม ตั้งแต่ร่ม หมวก น้ำ หน้ากากอนามัย ซึ่งลิสต์รายการเหล่านี้จะถูกโพสต์เพื่อแจ้งเตือนไปยังผู้ชุมนุมด้วย
ที่สำคัญหากช่วงเวลาใดแกนนำผู้ชุมนุม “ระดับหัวแถว” ถูกจับกุม เครือข่ายแนวร่วมทั้งหมดจะโพสต์ชี้เป้าพิกัดเพื่อแจ้งข่าวพร้อมนัดหมายเดินทางไปกดดันการทำหน้าที่ของตำรวจ พร้อมอัพเดตสถานการณ์ผ่าน “เฟซบุ๊คไลฟ์” ทุกระยะ จนไปถึงขั้นตอนประกันตัวแกนนำทั้งหมด
ทั้งหมดคือการต่อสู้บนสมรภูมิการเมืองในโลกออนไลน์ ซึ่งรบด้วยแนวคิดและการเคลื่อนไหวในโลกแห่งความจริง ที่นับวันการแย่งชิงมวลชน ยิ่งดุเดือด


