วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

2 กมธ.บี้ 'ธนสิทธิ' หมดเปลือก - พบ 'สมยศ' ก่อนแก้ความเร็วคดีบอส

2 กมธ.สภาฯ บี้หนัก ปมล้วงสำนวนคดีบอส-ต้นตอคนพา “สายประสิทธิ์” บีบเปลี่ยนความเร็ว “มนู” ยัน พฐ.เป็นกลาง ปัดอดีต ผบ.ตร. ล้วงลูก ก่อนจนมุม “พ.ต.อ.ธนสิทธิ์” เปิดหมดเปลือก 

 ไล่ไทม์ไลน์พบอดีต ผบ.ตร. “สมยศ” ก่อนเปลี่ยนความเร็ว ขณะที่ “วิชา มหาคุณ"คาดสัปดาห์หน้าได้ข้อสรุป"มือมืด" ล้วงสำนวน

การประชุมร่วม 2 กรรมาธิการ(กมธ.)คือ กมธ.การกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่มีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)เป็นประธาน และกมธ.กิจการศาลองค์กรอิสระองค์กรอัยการ ฯที่มีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทยเป็นประธาน โดยที่ประชุมได้เรียกผู้เกี่ยวข้อง อาทิ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) และพล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร. รวมถึงนายธานี อ่อนละเอียด ส.ว. และอดีต กมธ.กฎหมายกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เข้าชี้แจง

พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รองผบ.ตร.ในฐานะอดีตผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน (ผบช.สพฐ.) ยืนยันว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ดังนั้นเมื่อมีข้อสงสัยในฐานะผบช.สพฐ.จึงให้ผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุยกันในวันที่ 26 ก.พ.2559 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อให้ได้ข้อยุติ เพราะ พฐ.เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่เหมือนกับหน่วยงานอื่นทั่วไป ผู้ตรวจพิสูจน์เป็นผู้ออกรายงานผล ไม่สามารถแทรกแซงได้ ผู้ตรวจพิสูจน์จะเป็นผู้ตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว

ในวันดังกล่าวตนไม่ได้ร่วมพูดคุย มาทราบในภายหลังว่า ความเร็วจบที่ 76 กม./ชม. ซึ่ง พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น อดีตทีมพิสูจน์ความเร็วรถ อาจเชื่อในสูตรความเร็วของนายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์ประจำ และหัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ว่าถูกต้อง ยืนยันว่าในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตนมีหน้าที่เพียงผู้บริหารจัดการภาพรวมเท่านั้น ส่วนการพูดคุยเป็นเรื่องของ 3 ฝ่าย คือ นายสายประสิทธิ์ พนักงานสอบสวน และ พฐ.

โต้“สมยศ” ล้วงสำนวน-บีบ“ธนสิทธิ์”

ส่วนที่มีการระบุถึง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผบ.ตร.เป็นผู้พา พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ไปพบนายสายประสิทธิ์นั้น พล.ต.อ.มนู กล่าวว่า ยืนยันว่าขณะนั้น พล.ต.อ.สมยศ เกษียณอายุราชการไปแล้วและไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน การพูดคุยในวันดังกล่าว มีเพียง 3 ฝ่าย ตามที่กล่าวมาเท่านั้น ยืนยันว่าการทำงานของ พฐ.ไม่สามารถแทรกแซงได้

กมธ.พยายามซักถามไปยัง พ.ต.อ.วิรดล ทับทิมดี อดีตรอง ผกก.(สอบสวน) สน.ทองหล่อว่า ในประเด็นความเร็วรถ เหตุใดต้องเชื่อนายสายประสิทธิ ทั้งที่ พล.ต.อ.มนู ก็บอกเองว่ามี พฐ.ซึ่งเชื่อถือได้ และได้ตรวจสอบในเรื่องใบอนุญาตของนายสายประสิทธิ์หรือไม่

พ.ต.อ.วิรดล กล่าวยอมรับว่าอยู่ในเหตุการณ์ แต่ส่วนตัวไม่รู้จักนายสายประสิทธิ์ แต่นายสายประสิทธิ์ และพ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ไปพูดคุยกันเอง เป็นเรื่องของนักวิชาการภายนอก และพฐ.ที่จะไปพูดคุยกัน ในส่วนของตนมีหน้าที่แค่มาสอบปากคำ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ เพิ่มตามที่อัยการมีคำสั่งเท่านั้น

กมธ.รุมซักใครพา“สายประสิทธิ์”พบ

จากนั้น กมธ.อาทิ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จี้ถามถึงบุคคลที่พานายสายประสิทธิ์มาพบพนักงานสอบสวน เพราะในการประชุมครั้งที่แล้ว รวมถึงเอกสารที่ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์มอบให้ กมธ.มีการระบุเองว่า พล.ต.อ.สมยศ เป็นผู้พามา

ขณะที่นายจิรายุ กล่าวว่า การประชุมครั้งที่ผ่านมา พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ระบุต่อ กมธ.ว่า ไม่สามารถระบุได้ว่า ใครเป็นผู้พานายสายประสิทธิ์มา ดังนั้นจึงอยากถามความชัดเจนในประเด็นดังกล่าวว่า ตกลงแล้วนายสายประสิทธิ์เข้ามาให้ข้อมูลได้อย่างไร

พล.ต.อ.มนู ชี้แจงว่า การสอบเพิ่มเติม พฐ.เป็นปลายเหตุ แต่ต้นเรื่องมาจากพนักงานอัยการที่ให้สอบเพิ่มในเรื่องความเร็วรถ จึงเป็นที่มาของการสอบสวนเพิ่มเติมผู้เชี่ยวชาญ เข้าใจว่านายสายประสิทธิ์ น่าจะมาจากทางพนักงานสอบสวนที่ประสานขอเข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติม ส่วนที่เชื่อนายสายประสิทธิ์ คิดว่าช่วงนั้น น่าจะมีวิธีคำนวณความเร็วในส่วนของท่าน ขณะที่ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์เอง อาจจะไม่ได้มีเวลาดูว่า การคำนวณดังกล่าวมีความผิดพลาดมากน้อยเพียงใด

จากนั้น กมธ.พยายามจี้ถาม พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ถึงบุคคลที่พานายสายประสิทธิ์มาพบ โดยเจ้าตัวปฏิเสธที่จะตอบ โดยระบุเพียงว่า ได้ส่งเอกสารให้นายสิระไปแล้ว ซึ่งยืนยันไปตามนั้น 

เปิดปาก“สมยศ”พาพบสายประสิทธิ์

หลังถูกไล่บี้ถามอย่างหนัก พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ได้กล่าวยอมรับว่า เหตุการณ์เรียกคุยกับที่ห้องทำงานของ พล.ต.อ.มนู เมื่อวันที่ 26 กพ.2559 พ.ต.อ.วิรดล มาหาช่วงบ่าย และแจ้งว่า พล.ต.อ.สมยศ มาด้วย เมื่อทราบตนจึงไปพบ โดยในห้องขณะนั้นมี พล.ต.อ.สมยศ พ.ต.อ.วิรดล และนายสายประสิทธิ์ โดย พล.ต.อ.สมยศ เป็นคนแนะนำให้รู้จักนายสายประสิทธิ์ และมีการนำเสนอวิธีการคิดคำนวณใหม่ ได้ 79.22 กม./ชม. จากนั้น พล.ต.อ.สมยศกลับไปพร้อมกับนายสายประสิทธิ์ และมี พ.ต.อ.วิรดล ทำหน้าที่สอบปากคำต่อ ตามเอกสารพนักงานอัยการขอให้มีการสอบปากคำเพิ่มเติมตั้งแต่ 12 ก.พ.2559 แต่เพิ่งมาขอสอบปากคำจริงในวันที่ 26 ก.พ. เลยเวลามาแล้ว 14วัน 

ส่วนที่มีการระบุสอบปากคำ2 ครั้งนั้น เป็นเพราะ พ.ต.อ.วิรดล พนักงานสอบสวนในคดีนี้ เป็นคนขอว่า ไม่มีเวลาที่จะมาสอบปากคำซ้ำ เพราะอัยการเร่งรัดมา จึงขอสอบปากคำในรอบเดียว โดยประเด็นที่มีการสอบปากคำเพิ่มนั้น พ.ต.อ.วิรดล มีการถามว่า ท่านมีวิธีการคำนวณความเร็วแบบอื่นหรือไม่ เป็นการถามหลังจากที่นายสายประสิทธิ์เสนอวิธีการคำนวณใหม่มาแล้ว ประกอบกับตนอยู่สถานการณ์ที่อยู่ในห้องของผู้บังคับบัญชา คือ พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก จึงเกิดความเครียดเพราะมีเวลาจำกัด ไม่สามารถขยายเวลาการให้ปากคำได้ และ พ.ต.อ. วิรดล เป็นคนขอลงวันที่ 2 มี.ค.ในเอกสารเอง แต่ตนไม่คิดว่าจะเป็นสาระสำคัญ เพราะขณะนั้นกำลังให้ความสำคัญกับวิธีการคำนวณความเร็ว

“โรม”ซัก“ธานี”เอกสารหาย8หน้า

จากนั้นที่ประชุมได้สอบถามนายธานี อ่อนละเอียด ส.ว.ในฐานะอดีต กมธ.กฎหมายฯ สนช.ตั้งประเด็นข้อสงสัย เหตุใด กมธ.กฏหมาย สนช.ไม่มุ่งหมายหาข้อเท็จจริงตามที่ฝ่ายนายวรยุทธ อยู่วิทยา ร้องมาว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอัยการ แต่กลับไปสอบสวนหาความเร็วของรถยนต์

โดยนายรังสิมันต์ พยายามจี้ถามว่า เหตุใดบันทึกชวเลขในช่วงการประชุมลับของ กมธ.กฏหมาย สนช. ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังอัยการพอดี นายธานีชี้แจงว่า ไม่มีการประชุมลับ เป็นการประชุมอย่างเปิดเผย แต่บางครั้งช่วงที่กมธ.บางคน แสดงความเห็นส่วนตัว อาจขอไม่ให้เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ เจ้าหน้าที่ชวเลขจึงไม่ได้บันทึกไว้ 

กมธ.ไล่บี้“สมยศ”ชี้แจง

นายโรม ยืนยันว่ามีการประชุมลับจริง แต่นายธานียืนกรานเช่นกันว่าไม่มีการประชุมลับ จากนั้นจึงได้มีการเรียกเอกสารบันทึกชวเลขขณะนั้นมาชี้แจง และนายรังสิมันต์ได้อ่านเอกสารโดยสรุป ก่อนข้อความจะหายไปตอนหนึ่งว่า เป็นการประชุมช่วงเรื่องความเร็วรถพอดี เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2559 ตามบันทึกกำลังคุยกันถึงความเร็วรถเฟอร์รารี่ จะไม่เกิน 70 กม./ชม. ข้อเท็จจริงตรงนี้เราอยากรู้ว่า ได้ข้อสรุปว่าอย่างไร ส่วนสำคัญหายไป 8 หน้า แล้วมามีข้อความหลังจากที่หายไปเป็นเรื่องความเร็วอีก

หลังมีการตอบโต้อย่างดุเดือด นายโรมจึงขอสรุปว่า ข้อถกเถียงส่วนจะมีการประชุมลับหรือไม่ คิดว่ากมธ.คงรู้อยู่แก่ใจว่าได้พูดอะไรไว้บ้าง

จากนั้นนายสิระ ได้แจ้งต่อที่ประชุมอีกว่า ในสัปดาห์หน้าจะเชิญ พล.ต.อ.สมยศ มาชี้แจงต่อ กมธ.อีก

“วิชา”ปูดมือมืดล้วงสำนวน 

ความคืบหน้าการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ล่าสุดนายวิชา เปิดเผยว่าเราจะพยายามพิจารณาให้เสร็จตามกรอบ 30 วัน คาดว่าต้นสัปดาห์หน้า น่าจะได้ข้อสรุปประเด็นข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน จากนั้นก็เป็นเรื่องของข้อกฎหมายที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปดำเนินการต่อ

ส่วนประเด็นการแทรกแซงสำนวน ซึ่งมีชื่อนายตำรวจระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ประเด็นนี้ตามศัพท์ของการไต่สวนเรียกว่า “มีพฤติกรรมปรากฏ” ซึ่งไม่ได้มีการดำเนินการโดยบังเอิญ ส่วนตัวละครที่เกี่ยวข้องน่าจะรู้ดีกันอยู่แล้ว ขอให้ติดตามและคิดตามไป

ส่วนอัยการนั้นต้นเรื่องมาจากตำรวจ อัยการก็เหมือนเป็นจิ๊กซอว์อีกตัว เช่นเดียวกับการใช้อำนาจของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด นั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องไปวินิจฉัยต่อไป เพราะเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย ซึ่งต้องทำให้ข้อเท็จจริงได้ข้อยุติเสียก่อน