ถึงคิวต้อง “ปรับ ครม.” หลายชื่อที่ปรากฏตามหน้าสื่อ สามารถเรียกศรัทธาประชาชนได้ไม่น้อย การดึงมืออาชีพจากแวดวงการเงิน พลังงาน หรือแม้แต่จากฝ่ายการเมืองใน “พลังประชารัฐ” ก็เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะกลไกการเมือง
ที่ทำให้ได้เข้ามา แต่บางคนที่ชื่อโผล่ไปตรงนั้นที ตรงนี้ที ทั้งที่สถานะตัวเองก็ลอยๆ ฐานการเมืองอะไรในพรรคก็ไม่มี จะนิยามตัวเองเป็นนักวิชาการคนนอก ก็พูดได้ไม่เต็มปาก จะบอกว่าเป็นนักการเมืองก็พูดได้ไม่เต็มตัว
จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า เพราะอะไรผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐ บางคนถึงสนับสนุนคนคนนี้สุดลิ่มทิ่มประตูให้ได้เก้าอี้รัฐมนตรี ขนาดว่าไม่มีที่ลงก็จะหาให้จงได้ ทั้งที่บางกระทรวงไม่เคยมีรัฐมนตรีช่วยมาก่อน ทั้งที่งานเดิมของตัวเองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ดูจะไม่พัฒนาปรับปรุงสยบคำครหาต่างๆ
หน้าที่พูดชี้แจงแทนนายกฯ หลายครั้งก็เหมือนทำไปอย่างเสียไม่ได้ ล่าสุด ถึงคราวที่ต้องแจงปม “บอส อยู่วิทยา” ก็แค่ทำหน้าที่ส่งข่าวผ่านไลน์แล้วจบ "นักข่าว" สงสัยเนื้อหาบางจุดที่นำเสนอ พยายามสอบถามก็ติดต่อไม่ได้ ไม่รู้สมาธิไปโฟกัสอยู่ที่ตำแหน่งเสนาบดีโดยไม่แยแสเก้าอี้เดิมแล้วหรือไม่
การปรับครม. รอบนี้บริบทต่างจาก “รัฐบาลคสช.” ที่คิดจะตั้งใครมาก็ได้ตามใจ วันนี้สังคมเต็มไปด้วยความคาดหวัง ผู้คนลำบากทุกหย่อมหญ้า ความไม่พอใจรัฐบาลที่สะสมมานาน สะท้อนผ่านการชุมนุมของนักศึกษาคนรุ่นใหม่ และการแสดงออกในโซเชียลมีเดีย
การอยู่ในอำนาจของรัฐบาล นานเกินครึ่งทศวรรษ ความนิยมย่อมลดน้อยถอยลงเป็นธรรมดา สะท้อนจากผลโพลสำรวจ และไม่แปลกที่การเคลื่อนไหวต่อต้านจะเกิดขึ้น ด้วยความรู้สึกอัดอั้น ไร้ความหวัง ที่มีมาทุกยุคทุกสมัย
ม็อบยุคนี้ แม้เจอเสียงเย้ยหยัน ไร้ศักยภาพปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ เพราะบางคนยึดติดทฤษฎีทำม็อบการเมืองแบบที่เคยเป็นมาคือต้อง มีการจัดตั้ง ต้องมี นายทุนท่อน้ำเลี้ยง แต่หากม็อบที่ถือธงเคลื่อนไหวด้วยปัจจัยการเมือง สามารถดึงคนที่เจอพิษเศรษฐกิจ ทั้งคนตกงาน เด็กจบใหม่ไม่มีงานทำ คนที่ขาดสภาพคล่อง ธุรกิจเจ๊ง ออกมาเป็นแนวร่วมเคลื่อนไหวได้ การขับเคลื่อนจะมีพลังมากกว่าการปราศรัยเอามัน พูดจา ชูป้าย เฉียดไปเฉียดมาแบบที่เป็น แบบนั้น คนที่ยังลังเลอีกจำนวนไม่น้อย จะกล้าออกมาร่วมด้วยหรือ
หากม็อบวางบทบาทของตัวเองได้อย่างเหมาะสมไม่เกินเลย ยื่นข้อเรียกร้องที่เป็นไปได้ ชัดเจน ก็น่าจะเรียกแนวร่วมได้มากกว่านี้ และถ้าโชคเข้าข้างการเมืองในฝ่ายรัฐบาลเกิดแตกคอกันเอง หรือมีปัจจัยทางการเมืองเป็นจุดอ่อนโจมตี ก็ยิ่งเข้าทางม็อบ
ดังนั้น เชื่อได้ว่ารัฐบาลคงไม่ประมาทในทุกจังหวะก้าว การ์ดคงไม่ตก โยกหลบอย่างมีชั้นเชิง โดยเฉพาะการ “ปรับครม.” เป้าใหญ่เพื่อ ฟื้นเศรษฐกิจ-เรียกศรัทธาประชาชน ให้มีเงินใช้ มีงานทำ ดีกว่าท้าทายอารมณ์สังคม เลือกคนที่สังคมยี้มามีตำแหน่ง ทั้งที่ไม่เคยทำอะไรเข้าตา มีแต่ความทะเยอทะยานอยาก คิดโตแบบเร่งรัด คอยเอาใจใกล้ชิดผู้ใหญ่ จนใครต่อใครเต็มไปด้วยคำถาม
การเมืองยุคนี้ เห็นมาหลายคนแล้ว อดีตบิ๊กตำรวจ ฉายาหวานเจี๊ยบ ที่โตก้าวกระโดด เป็นลูกรัก 1ใน3ป. สุดท้ายเป็นอย่างไร รวมถึงใครอีกหลายคนที่ได้ดิบได้ดี มีอำนาจวาสนา ได้เป็นนั่นเป็นนี่ และไม่รู้ “ระบบเสน่หา” แบบนี้ จะมีในการ “ปรับครม.” ดันใครบางคนอีกหรือไม่ และจะพาให้เสียระบบด้วยอีกหรือเปล่า





