แม้อำนาจการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะอยู่ในมือของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม
แต่การตัดสินใจของ “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องฟังข้อมูล-ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
เพราะการปรับ ครม.ครั้งนี้ มี 2 โจทย์ใหญ่ เป็นปัจจัยหลักที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องนำมาคำนวณผลบวก-ผลลบ
ปัจจัยแรก ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หลัง “ทีมเศรษฐกิจ” ภายใต้การนำของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่ผนึกกำลังกับ “4 กุมาร” ช่วยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มากว่า 6 ปี ต้องโบกมือลา ได้ทิ้งช่องโหว่ไว้พอสมควร
ปัจจัยที่สอง การแก้ปัญหาทางการเมืองภายในพรรค พปชร. ภายหลังขุนพลในพรรคเดินเกมการเมืองเขี่ย “4 กุมาร” พ้นทาง หวังยึดโควตารัฐมนตรี 4 เก้าอี้ มาเป็นโควตากลาง เพื่อจัดสรรปันส่วนให้กลุ่มการเมืองภายใน
โจทย์การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พล.อ.ประยุทธ์มีโควตารัฐมนตรีอยู่มือ แต่ปัญหาหลักคือ “มือเศรษฐกิจ” ระดับเซียนเหยียบเมฆไม่กล้ารับเทียบเชิญจากพล.อ.ประยุทธ์ เพราะกลัว “เปลืองตัว” เครดิตที่สั่งสมมาทั้งชีวิตอาจต้องมลายหายสิ้น เพราะรู้อยู่เต็มอกว่า ทิศทางเศรษฐกิจทั้งโลก มีแต่จะดิ่งเหว
ชื่อของ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ถูกทาบทามคนแรก แต่ “ประสาร” ไม่ขอออกหน้า อยากทำงานเบื้องหลัง คอยให้คำแนะนำในฐานะที่ปรึกษามากกว่า ซึ่งที่ผ่าน ประสารมีชื่ออยู่ในคณะทำงานหลายชุด และทุกคำชี้แนะ มีผลต่อการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์
เมื่อประสารให้เหตุผลว่า ครอบครัวไม่อนุญาต-ไม่สบายใจ ที่จะให้ลงมาคลุกวงในการเมือง
พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่บังคับใจ
ขณะที่ “ปรีดี ดาวฉาย” ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย แม้พล.อ.ประยุทธ์ จะออกตัวว่าอยู่ระหว่างทาบทาม ยังไม่มีสัญญาณตอบรับ แต่ข้อมูลอินไซด์ยืนยันว่า “ปรีดี” ตกปากรับเทียบเชิญเรียบร้อยแล้ว
โดยหมอดูการเมืองหลายสำนักเสียงไม่แตก ยกให้ “ปรีดี” มีชื่อเป็นเต็งหนึ่งที่จะมานั่งเก้าอี้ รมว.คลังและหากบางกระทรวงที่นักการเมือง-นักเลือกตั้ง ออกแรงแย่งกันหนัก อาจมีเซอร์ไพรส์ กลายเป็นชื่อ คนกลางอย่าง “ปรีดี” ไปเสียบแทน
ขณะที่รายชื่อ มือเศรษฐกิจคนอื่นก็ยังวนเวียนอยู่กับคนคุ้นเคย ที่ช่วยงานพล.อ.ประยุทธ์ อยู่เบื้องหลัง อย่าง “ไพรินทร์ ชูโชติถาวร” รวมถึง “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” ที่มีลุ้นเก้าอี้รัฐมนตรี
พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับว่าการทาบทาม “มือเศรษฐกิจขั้นเทพ” ค่อนข้างยาก สูตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ รัฐบาลบิ๊กตู่ 2/2 จึงต้องมีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” เพื่อควบคุมสั่งการทุกกระทรวง ที่อยู่ภายใต้การดูแลของพรรคพปชร.และพรรคร่วมรัฐบาล
เนื่องจากบทเรียนเมื่อครั้งที่ “สมคิด” ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่เหมือนมีดาบที่ไร้คม เพราะไม่สามารถสั่งการพรรคร่วมรัฐบาล ให้ดำเนินตามนโยบายหลักของรัฐบาลได้ สภาพการทำงานจึงต่างคนต่างทำ พล.อ.ประยุทธ์จึงต้องเข้ามาล้วง เคลียร์ปัญหาเองทีละประเด็น ทำให้เสียเวลาการทำงาน
“สมคิด” เคยบ่นว่า หลังจัดตั้งรัฐบาลเลือกตั้ง ตัวเองไม่ใช่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจอีกต่อไป เพราะกระทรวงเศรษฐกิจกระจายไปอยู่ในความดูแลของพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้ยากต่อการบริหารจัดการ ดังนั้น “ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่” จะอยู่ใต้ปีก “พล.อ.ประยุทธ์” เพียงคนเดียว
ขณะที่โจทย์ปัญหาทางการเมือง การแย่งชิงอำนาจของนักการเมือง ที่อาจส่งผลต่อสัมพันธ์ “พี่น้อง 3 ป.” ที่ถือเป็นศูนย์กลางอำนาจ
เสียงยุจากนักการเมือง-นักเลือกตั้ง ฟันธงว่า หาก พปชร.จะคว้าชัยในศึกเลือกตั้งท้องถิ่น เลือกตั้ง ส.ส.ระดับถล่มทลาย ต้องให้ “บิ๊กป้อม” มาคุมกระทรวงมหาดไทย แล้วโยก “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา สลับไปนั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม แทนนายกฯ“บิ๊กตู่”
“มหาดไทย” จึงมีสัญญาณแห่งปัญหา ที่เจอทั้งข่าวปั่น-ข่าวปล่อย-ข่าวเสี้ยม เพราะบรรดานักการเมืองรู้ดีกว่า “บิ๊กป้อม” จัดอยู่ในสายเปย์ ผิดกับ “บิ๊กป๊อก” มท.1 ที่ไม่สุงสิงกับ ส.ส.พรรคพปชร. แม้แต่งานพื้นที่่ในอำนาจของกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องดูแลควบคู่กับงานมวลชนของ ส.ส.ก็เดินกันคนละทาง
เสียงเชียร์ “บิ๊กป้อม” จึงดังกระหึ่ม แต่เบื้องลึกแล้ว ไม่มีใครรู้ได้ว่า 6 ปีที่ผ่านมาในอำนาจ แต่ละคนมีระยะใกล้ ระยะห่าง ระหว่างกัน ยังเหมือนเดิมหรือไม่ และมหาดไทย จะกลายเป็นประเด็นแอบบาดหมางระหว่างพี่น้องกันหรือไม่ เพราะ “บิ๊กป๊อก” นั่งยาวในกระทรวงนี้มาตลอด 6 ปี นับแต่รัฐบาล คสช.จนแทบจะกลายเป็นฐานที่มั่นทุกอย่าง การที่จะขยับออก หากเจ้าตัวไม่ยินยอม ก็เชื่อว่านายกฯ ไม่ขัดใจแน่
แต่สำหรับนักเลือกตั้ง การสนับสนุนใคร ปฏิเสธไม่ได้ว่า ขึ้นอยู่กับ “ท่อน้ำเลี้ยง” สำหรับใน พปชร. เชื่อกันว่า ทุนหล่อเลี้ยงไม่ได้มาจาก “บิ๊กป้อม” เพียงคนเดียว หากแต่มีการลงขันของทุกเครือข่าย “3 ป.”
สถานการณ์ในเวลานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “บิ๊กป้อม” ที่ถูกดันขึ้นมา สวมหัวโขนผู้นำพรรค จะต้องถูกนักการเมืองกดดันให้ปรับ ครม.มากกว่าใคร
จากปกติที่ไม่เคยปรากฏ “พี่ใหญ่” เข้าพบ “น้องตู่” บนตึกไทยคู่ฟ้าให้สื่อเห็น แต่เที่ยวนี้ “บิ๊กป้อม” ก็จำเป็นต้องปรากฏตัวสร้างภาพ เพื่อให้ตีความว่าโผ ครม.โควตา พปชร.ถึงมือ “บิ๊กตู่” เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ความจริงอาจจะไม่มีอะไรในกอไผ่ เพราะทั้ง “พี่ป้อม-น้องตู่” สามารถพบกันได้ที่บ้านพัก และยังโทรหากันเกือบทุกวัน
ฉาก “บิ๊กป้อม” หัวหน้าพปชร.พบ “บิ๊กตู่” ในทำเนียบรัฐบาล สับขาหลอกใครหลายคน ว่าส่งโพย ครม.โควตาพรรค พปชร.เรียบร้อยแล้ว หวังหยุดทุกความเคลื่อนไหว ทุกแรงต่อรอง เปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ หาคนที่เหมาะสมมาช่วยแก้วิกฤต
อีกแห่งที่ร้อนและแรง “กระทรวงพลังงาน” ที่ถูกมองเป็นขุมทรัพย์(นัก)การเมือง เก้าอี้นี้แกนนำ “กลุ่มสามมิตร” “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” พลาดหวังมาแต่ต้น จนต้องยอมมานั่งรอในเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม ไปพลางๆ และรอบนี้ สุริยะ ยังพยายามทำความหวังให้เป็นจริง เพื่อเปิดประตูเข้าสู่กระทรวงพลังงานให้ได้ หากไม่มีสัญญาณตอบรับ ก็อาจได้เห็นการแสดงพลังของ ส.ส.ในสังกัด
ระหว่างนี้จึงมีการเสนอ “สูตรสมานฉันท์” ให้ “สุริยะ” สมหวังได้นั่ง รมว.พลังงาน แล้วสลับคู่อริ “สันติ พร้อมพัฒน์” รมช.คลัง ไปนั่งรมว.อุตสาหกรรมแทน ส่วนทีมสามมิตร “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรค พปชร.ส่งไปนั่ง รมช.คลัง แทน
หากเป็นไปตามสูตรนี้ ก็น่าจะลงตัว เพราะ “สันติ” เพียงแค่ขอขึ้นชั้นรัฐมนตรีว่าการ หลังยอมนั่งรัฐมนตรีช่วยมา 1 ปี
ฉะนั้นจึงต้องจับตาว่า “สูตรโลกสวย” จะอยู่ในใจ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ เพราะแรงต้าน"สุริยะ"ไปกระทรวงพลังงาน ไม่ใช่เฉพาะ“ทุนใหญ่" ในแวดวงพลังงาน แต่กระแสในพรรค นอกพรรค ก็แรงไม่แพ้กัน
ส่วนความเคลื่อนไหวของ “สุชาติ ชมกลิ่น” ส.ส.ชลบุรี ที่ผลักดันตัวเองจนเป็นแกนนำพรรคพปชร. มีหวังลึกๆ ว่า จะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี โดยโฟกัสไปที่กระทรวงแรงงาน แต่ก็ต้องวัดพลังกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ตั้งป้อมขวางอยู่ โดยประกาศล็อกไว้ให้ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์”
แม้ “สุชาติ” จะโยนสูตรแลกเก้าอี้ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปให้ “เอนก” เพราะตรงกับคุณสมบัติมากกว่า แต่ใช่ว่าจะผ่านอีกด่าน คือ “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์”โฆษกรัฐบาล สายตรง“บิ๊กป้อม” ที่แอบจองกระทรวงนี้ ไปได้ง่ายๆ
ความเคลื่อนไหวในการชิงอำนาจ ชั่วโมงนี้ นักการเมือง-นักเลือกตั้ง ยังต่อรองได้ไม่มากนัก เพราะต่างก็รู้กันว่า แม้พี่น้อง “3 ป.” จะเคลื่อนคนละทิศ เดินคนละทาง แต่ที่สุดแล้วก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือ “รักษาอำนาจให้ได้นานที่สุด”





