"เพื่อไทย" มองเศรษฐกิจไทยต้องไปต่อ เร่งเปิดการท่องเที่ยว ปฏิรูประบบราชการ เสนอ ปชช. ต้องเป็น New normal หลังโควิด-19 จบ แนะเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เมื่อวันที่ 18 พ.ค.63 นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวในการเสวนาอนาคตประเทศไทยหลังโควิด-19 ว่า ในปัจจุบันสถานการณ์โควิด-19 ของประเทศไทยมีสิ่งที่จะต้องพิจารณาในเรื่องสำคัญ คือความถูกต้องด้านระบาดวิทยา และเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศที่ประเทศที่ประสบความสำเร็จกับการแพร่ระบาดแต่ไม่ใช่เป็นการหยุดการระบาด แต่เป็นเพียงการควบคุมการระบาดได้ มีมาตราการที่ใช้ควบคุมการระบาดได้ สำหรับประเทศไทย ถือว่าเป็นประเทศที่ควบคุมการระบาดได้ แต่ความจำเป็นในการใช้มาตรการด้านเศรษฐกิจนั้นมีมากเกินไปพรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้ปลดล็อคมาตรการด้านเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติก่อนที่จะชีวิตของประชาชนจะเกิดการล้มละลายและไม่สามารถเยียวยาได้
ทั้งนี้ ขอให้มองโอกาสที่ไทยสามารถทำได้และการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดเป็นศูนย์กลางต่างๆในโลก ขณะที่ประเทศอื่นๆก็กำลังเผชิญปัญหา
โอกาสที่ 1 ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย เพราะไทยมีการควบคุมโรคได้ดี ทำให้การท่องเที่ยวของไทยสามารถเปิดให้บริการได้โดยเน้นความปลอดภัยและใช้การป้องกันสาธารณสุขที่ปลอดภัย
โอกาสที่ 2 การเป็นศูนย์กลางด้านสาธารณสุข เพราะการแพทย์ของไทยมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคระบาด นี่ถือเป็นโอกาสที่จะใช้ในการพัฒนาทางการแพทย์
โอกาสที่ 3 ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและผู้ผลิตสินค้ากลางน้ำแหล่งใหม่
โอกาสที่ 4 ศูนย์กลางอาหารปลอดภัยของโลก อุตสาหกรรมหนึ่งที่อยู่รอดจากวิกฤติโควิด-19 คือ อุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัย เพราะมนุษย์จำเป็นต้องบริโภค และยิ่งจะเลือกบริโภคมากขึ้นหลังจากเกิดวิกฤติการณ์นี้ ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงด้านการผลิตอาหารป้อนโลก แต่ยังทำได้ไม่ดีนักเรื่องการผลิตอาหารปลอดภัย ซึ่งตรงนี้หากพัฒนาได้จะเป็นการสร้างมูลค่าการผลิตแบบก้าวกระโดด จากสินค้าการเกษตรพื้นฐาน กลายเป็นสินค้าการเกษตรคุณภาพ ราคาสูงที่เน้นความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งกำลังจะเป็นแนวโน้มของโลกข้างหน้า
ทั้ง 4 โอกาสจะเกิดขึ้นได้ถ้ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์ แต่ถ้ารัฐบาลไม่กระตือรือร้นโอกาสนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน ส่วนการกู้เงินจำนวนมาก ตนยังมองไม่เห็นทิศทางว่าในอนาคตจะช่วยประเทศได้มากสักเท่าไร และยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะนำเงินกู้เหล่านี้ไปเป็นประโยชน์ทางการเมือง ประชาชนทุกคนอยากจะเห็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอให้รัฐบาลเห็นถึงโอกาสในการใช้เงินเหล่านี้ เพื่อเปิดโอกาสให้กับประเทศ ฉะนั้นเงินกู้นี้จะต้องถูกนำไปใช้โดยการรับผิดชอบและเป็นประโยชน์ที่แท้จริง เพราะจากที่เห็นเงินที่กู้จำนวนมหาศาลแต่มีคณะกรรมการตรวจสอบเพียงไม่กี่คน ทำให้อาจจะเกิดความไม่โปร่งใสได้
ด้านดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ถ้าปลดล็อกทางเศรษฐกิจช้าไป ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะค่อนข้างสูงมาก หากพึ่งเศรษฐกิจโลกคงยังไม่ได้มากเพราะประเทศใหญ่ๆยังคงติดเชื้ออยู่ และอาจจะมีรอบ 2 อีก ฉะนั้นต้องพึ่งตนเอง และเร่งเปิดการท่องเที่ยวให้เร็วที่สุด ซึ่งผลกระทบเศรษฐกิจตอนนี้อาจจะยังมองไม่เห็นแต่จะเห็นชัดเจนมากขึ้นในช่วงปลายปีนี้และจะเห็นชัด หากไม่มีการปลดล็อคทางเศรษฐกิจ เพราะจะเกิดการว่างงานที่สูงมากในช่วงสถานการณ์โควิด-19
ดังนั้น จึงต้องมีนโยบายที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างไรในระยะสั้นในตอนแรก โดยนโยบายในอนาคตที่ต้องรีบตัดสินใจคือการฟื้นการท่องเที่ยวให้ทันภายในไตรมาสที่ 3 หรือเร็วกว่านั้น เศรษฐกิจไทยถือว่าอ่อนแอตั้งแต่ก่อนจะมีโควิด-19 แล้ว ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเรื่องเศรษฐกิจ มาโดยตลอด แต่ขณะนี้คาดว่าจะมีต่างชาติเข้ามาเที่ยวในไทยน้อยลง และในปีหน้าก็คาดว่ามีมากขึ้นไม่เยอะกว่าปีนี้ ซึ่งแนวทางในระยะสั้นคือการควรเปิดการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีการติดเชื้อน้อยและมีมาตราการป้องกันของประเทศที่ดี แต่ก็ต้องทำควบคู่ไปกับความปลอดภัยของระบบสาธารณสุขด้วย
ขณะที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนเห็นด้วยว่าหากหลังจากนี้ประเทศปลดล็อกช้า เยียวยาไม่ทั่วถึง คนไทยจะเจ็บหนักกว่าเดิม ซึ่งไม่ว่าเป็นในส่วนของนักวิเคราะห์ ที่อออกมาคาดถึงตัวเลข GDP ว่าอาจจะคิดลบไม่ต่ำกว่า 9% หลังจากนี้ TDRI ประเมินสถานการณ์ Covid-19 จะลากยาวอีก 6 เดือน และคนจนในประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 28.4% ของประขาชนกรทั้งหมด และ TDRI ก็ยังชี้ว่า มาตราการเยียวยาที่ไม่มีความแน่ชัด ที่ไม่ทั่วถึง การใช้เกณฑ์อาชีพตัดสิน จะทำให้คนออกจากระบบการเยียวเป็นจำนวนมาก รวมถึงประธานอาวุโสเครือซีพี นายธนินท์ เจียรวนนท์ แนะปลดล็อกช้า 1 เดือน อาจะทำให้ประเทศสูญเสียรายได้ 5 แสนล้านบาท ส่วนตัวมองว่าทุกสิ่งข้างต้นคือภาพสะท้อนจริง
สิ่งที่คนไทยต้องเตรียมรับมือโลกหลัง Covid-19 เมื่อ Covid-19 เร่งการ Disruption ให้เกิดเร็วขึ้น Covid-19 จะเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตของคน เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมทั้งเปลี่ยนรูปแบบของการทำธุรกิจ ความสะอาด-ความปลอดภัย คือหัวใจหลักของทุกธุรกิจ ภัยคุกคามของโลก จะไม่ใช่การสู้รบด้วยอาวุธ แต่จะเป็นการสู้มือกับการระบาดครั้งต่อไป
ส่วนความต้องการของโลกหลัง Covid-19 อาทิ สุขภาพแข็งแรง อาหารที่ปลอดภัย ท่องเที่ยวในสภานที่ปลอดโรค บริการที่เสริมสุขภาพให้แข็งแรง และการใช้เทคโนโลยีเพื่อชีวิตที่ปลอดภัยและสะดวก
คุณหญิงสุดารัตน์ แนะว่าสิ่งที่รัฐบาลควรทำ เมื่อกู้เงินจำนวน 1.9 ล้านล้านบาทมาแล้ว ว่าควรนำมาสร้างอนาคตให้ธุรกิจไทย บนพื้นฐานของความแข็งแกร่งที่ประเทศไทยมี ก็คือมีทั้งหมด 3 ด้าน คือ
- ด้านโครงสร้างสาธารณสุข ตั้งเป้าเป็น World class ในด้านสาธารณสุข
- ด้านการท่องเที่ยว ต้องตั้งเป้าเป็น World class destination ยกระดับการท่องเที่ยวปลอดภัย ทั้งโครงสร้าง ทั้งอุปกรณ์ที่จำเป็น ,สนับสนุนให้ผู้ประกอบการปรับปรุงอุปกรณ์และสถานที่เพื่อให้ได้มาตรฐานความสะอาดและปลอดภัย ทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการทางภาษีเช่น ติดเครื่องกรอกอากาศสามารถลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น ,จับมือรวมกลุ่มการท่องเที่ยว กับประเทศที่ควบคุมโรคระบาดได้แล้ว เพื่อเริ่มทดลองเปิดบริการท่องเที่ยว จีน-ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไต้หวัน ทำความตกลงด้านสาธารณสุขต่อกัน
- ด้านการเกษตร โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการผลิตอาหารปลอดภัย อาทิ ลงทุนในระบบชลประทาน เพื่อให้พร้อมทั้งในฤดูแล้ง-ฤดูฝน อย่างมีศักยภาพ ,กองทุนเปลี่ยนหน้าดิน ปรับคุณภาพของดินให้พร้อมเข้าสู่ยุคเกษตรอินทรีย์แทนการใช้สารเคมี ,การทำเกษตรแม่นยำ สนับสนุนให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มผลผลิต และเพิ่มคุณภาพของผลผลิต ,สนับสนุนให้เกษตรกรผลิตอาหารปลอดภัย คุณภาพสูงที่ตลาดในโลกใหม่ต้องการ ทั้งเป็นอาหาร สมุนไพร เพื่อใช้เป็นอาหารเสริม
ทั้งนี้ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้สรุปภาพของคำว่า New normal ในความหมายของพรรคเพื่อไทย คือการทำให้คนไทย และทั่วโลกมาเที่ยวและมาซื้อของ สามารถมาใช้ชีวิตในประเทศไทยได้อย่างมีความสุข ปลอดภัย ปลอดโรค และมีเสรีภาพ บนความเชื่อมั่นในมาตราฐานสาธารณสุข World class ของประเทศไทย
ขณะที่ นายโภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคด้านนโยบายและแผนงานพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการปฏิรูปที่จะต้องเร่งทำเพื่อให้เกิดการเดินหน้าในอนาคต ว่า คำว่าวิสัยทัศน์คือการที่มองไปข้างหน้าทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าเดินไปได้ สู้ได้แต่สิ่งที่เจอขณะนี้รัฐบาลกลับพยายามทำให้คนหวาดกลัวว่าโควิดเป็นอันตรายมากที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นรอบ 2 รอบ 3 ได้ แต่สาธารณสุขไทยที่มีประสิทธิภาพรัฐบาลควรทำให้ประชาชนมั่นใจได้แล้ว
ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ต้องเร่งพัฒนาเพื่อเดินหน้าได้ในอนาคต คือ เรื่องการปฏิรูปการเมือง ปัญหาที่มีคือยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเป็นเพียงวาทกรรมไม่มีข้อใดในยุทธศาสตร์ชาติเตรียมความพร้อมเรื่องโรคระบาด รัฐธรรมนูญ ที่มีสืบทอดอำนาจเอื้อนายทุน ประชาชนจำเป็นจะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนองค์กรอิสระไม่เป็นอิสระแต่งตั้งพวกของตนเอง การคอรัปชั่นตรวจสอบไม่ได้เพราะเป็นพวกนิยมทั้งองค์กรอิสระและศาล สิ่งแรกหากไม่มีการปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย อนาคตก็เดินไปได้ยาก
การปฏิรูประบบราชการ ระบบราชการที่มีอยู่ไม่เป็นเอกภาพ ทุกหน่วยงานต้องการแย่งชิงงบประมาณ โครงการต่างๆที่ออกไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการ แต่เป็นสิ่งที่พ่อค้าคนกลางในการวิ่งเต้นในหน่วยงานรัฐต้องการ นอกจากนี้ยังมีการข่มขู่คุกคามประชาชน สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องลดคน ลดงาน ลดงบประมาณ และต้องสร้างวิสัยทัศน์ให้รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง และการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งขณะนี้กฎหมายไทยรวมศูนย์อำนาจให้รัฐราชการอ้างเพื่อความมั่นคงเพื่อความสงบเรียบร้อย ริดรอนสิทธิเสรีภาพโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้จะต้องแก้ไขให้คล่องตัว ยืดหยุ่น ปรับตัวได้และเป็นอัตโนมัติมากขึ้น จะต้องเขียนกฎหมายที่มีสันนิษฐานเบื้องต้นว่าประชาชนทำมาหากินโดยสุจริต ไม่ใช่ตั้งแต่ว่าคนจะทำผิดจะต้องทำรัฐราชการให้เป็นรัฐประชาชนทำคู่มือการติดต่อราชการที่ละเอียดชัดเจนและเข้าถึงง่าย ต้องยกเลิกขั้นตอนกระบวนการอนุมัติให้ได้มากที่สุด ต้องตัระบบตรวจสอบให้คะแนนประเมินหน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐด้วย
ปิดท้ายด้วยนายวัฒนา เมืองสุข กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงมาตรการที่ทางรัฐบาลนั้นกำหนดออกมาเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหา ยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า ส่วนตัวมองมี 2 วัตถุประสงค์ คือ 1.รัฐบาลออกมาเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ และ 2 .รัฐบาลออกมาเพื่อควบคุมจำนวนของผู้ป่วย ในอยู่ในระดับที่การแพทย์รองรับได้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ ณ ขณะนี้ จะเห็นว่าจำนวนผู้ติดเชื้อนั้น ลดลงอย่างมาก เรียกได้ว่าสถานการณ์แทบที่จะเป็นปกติแล้ว ส่วนตัวมองว่า รัฐบาลควรยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้แล้ว ควรคืนความปกติให้คนไทยเสียที
นายวัฒนา มองว่าวิกฤติที่เกิดขึ้น ทำให้เศรษฐกิจในประเทศแย่ แต่ในวิกฤติก็นำมาเป็นโอกาสได้ ถ้าเราฟื้ตัวก่อน ซึ่งตนมองว่าอุตสาหกรรม ที่มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วที่สุด ก็คือ อุตสาหกรรมด้านอาหารปลอดภัย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ อุตสาหกรรมด้านการแพทย์สาธารณสุข และอุสาหกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ เน้นย้ำว่าต้องรีบฟื้นฟูเศรษฐกิจ ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว แก้วิกฤติโดยการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน
ทั้งนี้ นายวัฒนา ได้แนะรัฐบาลถึงสิ่งที่ต้องรีบแก้ไข เพื่อทำให้เศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวโดยเร็วว่า การเยียวยาคือควรสร้างกำลังซื้อให้ประชาชนอย่างต่ำ 6 เดือน เพื่อให้เกิดสภาวะเงินหมุนเวียนในประเทศ ต้องไม่สร้างเงื่อนไขเพิ่ม ใช้เงินกู้ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด เน้นลงทุนเพื่ออนาคต และฝากถึงผู้นำ ว่าความขยันในบางเรื่องควรลดลงบ้าง





