คดีบิลลี่คืบหน้า 70% เร่งตามหา จยย. - กล้อง ดีเอสไอประชุมอีกครั้ง 26 ก.ย. “ไพสิฐ” แจง ยังรัดกุมไม่พอ ติดขัดที่ยังไม่รับสำนวนต้นเรื่องจาก ป.ป.ท.รอข้อมูลขยายผล ขณะที่ ป.ป.ท.- ป.ป.ช. เล็งนำ 6 สำนวน จนท.แก่งกระจานมีเอี่ยว ส่งมอบดีเอสไอ
วานนี้(19 ก.ย.) พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามความคืบหน้าในการสอบสวนดำเนินคดีพิเศษที่ 13/2562 จากเหตุฆาตกรรมนายพอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำกลุ่มกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ว่า การสอบสวนมีความคืบหน้าไป 70% แล้ว แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ยังต้องสอบสวนและรวบรวมหลักฐานอยู่ คาดว่าจะสรุปสำนวนได้ภายใน 3 เดือน โดยขณะนี้เพิ่งผ่านมาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอยังรอผลตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนกระดูกและวัตถุพยานจากทางนิติวิทยาศาสตร์
พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าวอีกว่า ส่วนรถจักรยานยนต์และกล้องถ่ายรูปของนายบิลลี่ที่สูญหายไป ยังอยู่ระหว่างการติดตามจากเบาะแสที่มีผู้แจ้งเข้ามาที่ดีเอสไอ สำหรับคราบเลือดบุคคลเพศชายที่ติดอยู่พื้นพรม ภายในห้องโดยสารรถยนต์ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้น พนักงานสอบสวนกำลังหารือว่าจะนำมารวมไว้ในสำนวนหรือไม่ โดยมีการประสานกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และศูนย์พิสูจน์หลักฐาน ภาค 7 เพื่อติดตามผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับแจ้งว่าการดำเนินการใกล้เสร็จสิ้นและจะออกรายงานการตรวจพิสูจน์เพื่อส่งมอบให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษต่อไป
ทั้งนี้ การประชุมในครั้งนี้ยังไม่ได้หารือถึงการออกหมายเรียก หมายจับ หรือหมายค้น โดยพนักงานสอบสวนจะนัดประชุมติดตามความคืบหน้าของคดีอีกครั้งในวันที่ 26 ก.ย.
ด้านพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ขณะนี้เหลือพยานแวดล้อมที่จะต้องเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมอีกเพียงเล็กน้อย โดยพยานบุคคล พยานแวดล้อม และวัตถุพยานที่มีผลบ่งชี้ทางนิติวิทยาศาสตร์จะต้องสอดคล้องกัน ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดเหตุนายบิลลี่หายตัว ขณะเกิดเหตุฆาตกรรมและหลังเกิดเหตุ ซึ่งสำนวนคดีต้องทำด้วยความรอบคอบ รัดกุม ไม่ให้มีช่องว่างให้นำมาเป็นข้อต่อสู้ได้ แม้พนักงานสอบสวนบางคนจะมีความเห็นว่าหลักฐานเพียงพอออกหมายจับและสั่งฟ้องคดีได้แล้วก็ตาม แต่ในฐานะอธิบดีดีเอสไอยืนยันว่าจะต้องทำสำนวนให้รัดกุมมากที่สุด
อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ดีเอสไอพยายามเร่งรัดเพื่อขอรับสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ด้วยการจับกุมตัวนายบิลลี่ในความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติแล้วไม่ดำเนินคดี โดยอ้างว่าปล่อยตัวไป ซึ่งสำนวนดังกล่าว ป.ป.ท.ส่งมอบไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อส่งต่อมาให้ดีเอสไอ นำสำนวนมารวมเป็นคดีเดียวกันนั้น ถือเป็นต้นเรื่องหนึ่งในการสอบสวน หากยังไม่ได้รับสำนวนต้นเรื่องก็ยังไม่สามารถสรุปผลการสอบสวนไปล่วงหน้าได้
ขณะที่แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ป.ป.ท.และป.ป.ช. เตรียมส่งสำนวนคดีที่เจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจานฯ ถูกยื่นร้องเรียนให้ตรวจสอบจากทั้งหมด 6 สำนวนมาให้ดีเอสไอสอบสวนเป็นคดีพิเศษทั้งหมด ไม่เพียงคดีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากการไม่นำตัวนายบิลลี่ส่งให้ตำรวจดำเนินคดีเท่านั้น แต่จะครอบคลุมคดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจาน เช่น กรณีเข้ารื้อทำลายเผาบ้านชุมชนกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย คดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง และคดีทุจริตปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ
ยธ.เซ็นตั้ง 11 ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ
วันเดียวกันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ จำนวน 11 ราย ที่ได้รับการคัดเลือกประกอบด้วย 1.นายภาสกร เจนประวิทย์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองปฎิบัติการคดีพิเศษภาค 2. พ.ต.ท.ชลภัทร ปานสกุณ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีความมั่นคง 3.พ.ต.ท.จักรกฤษณ์ วิเศษเขตการณ์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 4. ร.ต.อ.สุรวุธ รังไสย์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน
5.นายพิเชษฐ์ ทองศรีนุ่น พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6.พ.ต.ท.หญิง พรรณทิพย์ เต็มเจริญ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ผอ.ส่วนประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรมฯ 7.นายมเหสักข์ พันธ์สง่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ผอ.ส่วนคดีภาษีอากร 2 กองภาษีอากร 8.นายทวีวัฒน์ สุรสิทธิ์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีความมั่นคง 9.พ.ต.ท.ชาญชัย ลิขิตคันทะสร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ผอ.ส่วนตรวจ 3 กองเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ 10.พ.ต.ท.สุทธิศักดิ์ จิตพิมลมาศ ผอ.กลุ่มบริหารทรัพยากรบุคคล และ 11.พ.ต.ท.อานนท์ อุนทริจันทร์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ
สำหรับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษมีการเปิดให้ข้าราชการส่งผลงานเข้าประเมินเพื่อเลื่อนตำแหน่ง โดยมีผู้ยื่นใบสมัครจำนวน 70 คน จากตำแหน่งว่าง 11 ตำแหน่ง โดยผู้สมัครทุกคนต้องเขียนแสดงวิสัยทัศน์และส่งผลงานที่มีเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ โดยพบว่ามีเพียง พ.ต.ท.หญิง พรรณทิพย์ รายเดียวที่ไม่มีผลงานการสอบสวนทางคดี แต่ได้รับการประเมินเป็นผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ จากผลงานทางวิชาการเท่านั้น
โดยพ.ต.ท.หญิง พรรณทิพย์ เป็นภรรยาของนายปิติพงศ์ เต็มเจริญ อดีตเลขานุการ รมว.ยุติธรรม สมัยนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นรัฐมนตรี ที่ปัจจุบันนายปิติพงษ์ เป็นโฆษกพรรคเสรีรวมไทย





