วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อภิสิทธิ์' ไม่หวั่นส.ส.ย้ายพรรค

"อภิสิทธิ์" ไม่หวั่นส.ส.ย้ายพรรค ชี้ "พปชร." ดูดเยอะระวังได้ "อดีตส.ส.หลังหย่อนบัตร" ย้ำการเมืองเหลือ 3 ขั้ว ไม่เเปลกใจหาก “บิ๊กตู่” พร้อมเป็นนายกฯอีกรอบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีอดีตส.ส.ของพรรคย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นถึง17คนว่า ไม่มีปัญหา เพราะการเลือกตั้งทุกครั้งก็มีปรากฏการณ์แบบนี้ ตนมั่นใจว่าพื้นที่ที่มีคนออกไปมีคนมาทำงานในนามพรรคที่มีคุณภาพ สามารถทำงานให้ประชาชนได้เป็นอย่างดี จึงถือเป็นเรื่องดีที่การโยกย้ายสิ้นสุดลงแล้วเพราะประชาชนจะได้เห็นภาพชัดเจน ซึ่งจะทำให้เกิดคำถามเรื่องอุดมการณ์ว่ามีความหมายมากน้อยแค่ไหน 

 

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เพราะถ้าทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งก็มีการย้ายสังกัดโดยไม่ทราบด้วยซ้ำว่าพรรคการเมืองนั้นมีอุดมการณ์ นโยบายอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เมื่อตรงนี้จบแล้ว ก็เป็นเวลาที่แต่ละพรรคจะไปเสนอความคิดให้ประชาชนรับทราบ โดยประชาชนจะทำหน้าที่กลั่นกรองนักการเมืองผ่านกระบวนการเลือกตั้ง และตนยังเชื่อว่าคนที่ไปคิดตัวเลข สมการแบบเดิมก็จะไม่เป็นอย่างที่คิด ที่คิดว่ามีอดีตสส.เยอะ เผลอ ๆ หลังเลือกตั้งแล้วก็ยังมีอดีตส.ส.เยอะอยู่ เช่นพรรคพลังประชารัฐได้อดีตส.ส.ไปเยอะก็อาจจะได้อดีตส.ส.เยอะหลังการเลือกตั้งด้วย ที่คิดว่านับตามจำนวนอดีตส.ส.แล้วจะเป็นอย่างนั้น การเมืองไม่เป็นอย่างนั้น การเลือกตั้งทุกครั้งมีคนใหม่เข้ามาร้อยละ 20-30 เพราะฉะนั้นความเปลี่ยนแปลงเกิดได้ตลอด

 

สำหรับการสร้างคนใหม่ของพรรคนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนดีใจที่มีคนรุ่นใหม่สนใจเข้าสู่การเมืองมากขึ้น ถ้าเทียบกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะว่างเว้นมานานและมีคนอีกรุ่นหนึ่งที่คิดว่าจะปล่อยการเมืองให้เดินไปโดยที่พวกเขาไม่มีส่วนร่วมไม่ได้แล้ว จึงหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาการเมืองของเรา ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้าเป็นการเลือกตั้งที่ประเทศกับประชาชนได้ประโยชน์ จึงต้องหนีจากการนับหัวอดีตส.ส. เพราะต้องให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ประชาชนจะเลือกว่าต้องการให้ประเทศไทยเดินไปทิศทางไหน อยากจะให้การบริหารบ้านเมืองเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ก็มีพรรคการเมืองที่บอกว่าเชื่อมั่นในแนวทางนี้ หรืออยากให้บ้านเมืองเป็นเหมือนก่อนการปฏิวัติก็มีพรรคการเมืองที่ยังยืนยันว่าจะทำแบบเดิมๆ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะเป็นทางหลักและเป็นทางออกของประเทศ โดยยึดหลักคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย เอาปัญหาประชาชนเป็นตัวตั้ง

“เช่น เศรษฐกิจไม่มุ่งที่ตัวเลขภาพรวมอีกต่อไปแต่เจาะไปว่าจะแก้ปัญหาให้คนทุกกลุ่มอย่างไร และลดความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างอย่างไร ทั้งนี้การเมืองอาจจะมีมากกว่า 3 ขั้ว คือ พลังประชารัฐ เพื่อไทยและประชาธิปัตย์ก็ได้ แล้วแต่ว่าจะมีใครเสนอตัวเป็นขั้วที่ 4 ที่ 5 หรือไม่ แต่ความพยายามที่จะบีบให้เหลือ 2 ข้างนั้นไม่จริง เราไม่สนใจเล่นเกมเลือกขั้วเพราะประเทศมีทางเลือกที่ดีกว่านั้น จึงต้องการยกระดับให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้”

 

“บางคนบอกให้เลือกเผด็จการกับประชาธิปไตย ผมก็ไม่แน่ใจว่าคนที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยด้วยจิตวิญญาณจริงหรือไม่และมีส่วนทำให้สูญเสียประชาธิปไตยมาก่อนหน้านี้หรือไม่ บางคนบอกว่าเลือกระหว่างคนดีกับคนไม่ดี ก็อยากให้ดูว่าคนดีดีจริงหรือเปล่า เพราะฝ่ายที่อ้างตัวเองเป็นคนดีก็ทำตัวเหมือนคนไม่ดีเคยทำ หรือบางทีก็เอาคนที่บอกว่าไม่ดีแล้วบอกว่าเขาเป็นคนดีแล้ว เราต้องเอาการเมืองพ้นจากสิ่งเหล้านี้ แล้วมาถกกันว่าต้องการให้บ้านเมืองไปในทิศทางไหนจะเดินแบบรวมศูนย์อำนาจ หรือประชานิยม หรือจะเลือกแนวทางของประชาธิปัตย์ก็ว่ากันมา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยใช้กลยุทธแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย ส่วนพรรคพลังประชารัฐใช้วิธีรวมแบงก์ร้อยเป็นแบงก์พัน  พรรคประชาธิปัตย์จะใช้กลยุทธทางการเมืองอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราไม่ได้สนใจเรื่องแบงก์ แต่สนใจว่าอยากยกระดับการเมืองไทยให้หลุดพ้นจากการใช้เล่ห์เหลี่ยม ใช้ช่องของกฎหมายหรือวิธีต่อรองเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ พรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวทางตรงไปตรงมา ซึ่งตัวตนของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่อุดมการณ์ นโยบาย และบุคลากร โดยคนที่อยู่ที่นี่ต้องมีความชัดเจนและมั่นคง เพื่อเป็นทางเลือกที่เป็นหลักให้ประเทศ

 

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคพลังประชารัฐใช้โครงการอีอีซีมาเป็นฐานหลักในการหาเสียงพื้นที่ภาคตะวันออกว่า เป็นสิทธิของแต่ละพรรค ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ยังมั่นใจว่าภาคตะวันออกที่ประชาชนเคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มานั้น ยังมีความมั่นคงในเรื่องคะแนนเสียงอยู่ และคิดว่าทางเลือกที่เสนอคือการพัฒนาพื้นที่โดยคำนึงถึงชุมชนและคุณภาพชีวิตมากกว่าการเอาตัวเลขไปโฆษณาว่ามีเงินลงทุนเท่านั้นเท่านี้ แต่ไม่ปรากฏชัดว่าประโยชน์ที่เกิดกับประชาชนและชุมชนคืออะไร

 

ส่วนท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเเละหัวหน้าคสช.ที่ประกาศพร้อมลงบัญชีรายชื่อผู้เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองรอคนมาทาบทามนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่แปลกใจ แต่การที่ทั้งพล.อ.ประยุทธ์และรัฐมนตรีทั้งหลายยึดถือเพียงแค่ว่าตามกฎหมาย โดยไม่ดูเจตนารมณ์ แสดงให้เห็นว่าไม่มีความพยายามที่จะยกระดับการเมืองให้ดีขึ้น ทั้งนี้ยังยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่คิดที่จะจับมือกับพรรคพลังประชารัฐเพราะเสนอตัวเป็นทางหลักของประเทศและจะแข่งขันบนแนวคิดนี้ โดยเคารพการตัดสินใจของประชาชน ส่วนจะทำงานกับใคร จะสนับสนุนใครหรือให้ใครมาสนับสนุนเราต้องยึดแนวทางเป็นหลัก