“อลงกรณ์” โชว์วิสัยทัศน์ เปลี่ยน ปชป. ชี้ถ้าได้เป็น หน.พรรค จะไม่มีการบอยคอต ลต. อีก ลั่นไม่เอานายกฯ คนนอก ต้องมาจากรายชื่อถูกเสนอเท่านั้น
10 ต.ค. เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 10 ต.ค. ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้สมัครรับการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคหมายเลข 3 ได้แถลงข่าวแสดงวิสัยทัศน์ โดยก่าวตอนหนึ่งว่า ตนพร้อมที่จะเป็นหัวหน้าประชาธิปัตย์ เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนประเทศไทย ซึ่งการเดินทางโค้งสุดท้ายของชีวิตครั้งนี้เป็นจุดยากที่สุด และจะเป็นโอกาสเดียวของประเทศเราในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในการเปลี่ยนแปลง นี่คือเหตผลที่ตนต้องกลับมาที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่เก่าแก่และ มีสมาชิก 2 ล้านกว่าคน มีบุคลากรมากมายที่ได้สร้างความดี เป็นความพยายามพาประเทศสู่อนาคต แต่เมื่อมีระบบไพรมารีโหวตนี่คือจุดเปลี่ยนพรรค ที่ทำให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง จึงได้เกิดสโลแกนว่า “one democrat one family” โดยเป้าหมายของประชาธิปัตย์ยุคใหม่มี สร้างให้เป็นพรรคอันดับหนึ่ง เป็นพรรคของทุกคน และเราต้องก้าวข้ามกับดัก 3 ประการให้ได้ คือ 1.ติดกับการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง 2.ติดกับการเมืองความขัดแย้งแตกแยก และ 3.ติดกับความเหลื่อมล้ำ การผูกขาดประเทศในทางเศษรฐกิจ
“ผมอยู่การเมืองมา 27 ปี ในหลายรัฐบาล รู้ว่าทุกคนตั้งหน้าทำงาน แต่ยังมีการติดกับผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ใครโกงก็มีกระบวนการยุติธรรม สมาชิกพรรคต้องไม่เอาความชอบส่วนตัวมาเหนือกฎหมาย หัวหน้าพรรคอย่างผมถ้ามีเกิดการทุจริต ต้องจัดการทันที ไม่ต้องชุมนุมปกป้องตนได้ ความดีที่ผ่านมาไม่สามารถล้างการทุจริตได้ แน่นอนที่สุดการเมืองสีขาว เราต้องให้เกียรติกัน แต่ถ้าทำผิดก็ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย ถ้าเราแยกแยะได้เช่นนี้ ไทยจะมีมาตราฐานใหม่ทางการเมือง ประเทศมาถึงวันนี้ได้ ตนชื่นชมทุกคน” นายอลงกรณ์กล่าว
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวอีกว่า ถ้าเลือกตนเป็นหัวหน้าพรรค การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน จะไม่มีเรื่องของ เด็กของคนนั้นคนนี้ จะไม่มีอีกต่อไป การปฏิรูปองค์กรต้องบ่มเพาะ ติดอาวุธความคิด สร้างเครือข่ายขยายฐานสมาชิก และสร้างความเสมอภาคอย่างเท่าเทียม คนชองเราต้องพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้าน รัฐบาล แม้แต่ประธานสาขาพรรค ก็ต้องพร้อมเป็นรัฐมนตรี เพราะมีความสามารถ มีความรู้ ไม่ใช่นายทุน หรือใครบอกว่าคนนี้ควรเป็นตำแหน่งไหน และถ้าวันหนึ่งผมได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะให้ ส.ส. และรัฐมนตรี เขียนใบลาออกล่วงหน้า ผมจะตั้งคณะกรรมการคุณธรรม ซึ่งจะเชิญนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นคณะกรรมการ ใครมีเรื่องโดนร้องเรียนภายใน 36 ชม. ต้องชี้แจงทันที
นายอลงกรณ์กล่าวอีกว่า 80 กว่าปีของประชาธิปไตย คนไทยเสียเลือดเนื้อมากขนาดไหน มีรัฐประหาร 13 ครั้ง และยึดอำนาจไม่สำเร็จ 7 ครั้ง รวมแล้ว 20 ครั้ง ทุกครั้งเรามักจะมองว่าหลังการเลือกตั้งจะไม่เกิดวิกฤติอีก ดังนั้นตนขอพูดว่าไม่เอานายกคนนอก ไม่ว่าตนจะชอบหรือชอบ รัก ชัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ใครก็ตามที่จะเข้ามาช่องทางนายกคนนอก ถ้าตนเป็นหัวหน้าพรรค ตนจะไม่รับ ซึ่งนายกฯคนนอกจะเป็นชนวนก่อวิกฤต ความสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้ง แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะเปิดช่องอย่างไรก็ตาม ขอให้พล.อ.ประยุทธ์ เดินตามครรลองประชาธิปไตย ลงมาเป็น 1 ใน 3 รายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมาในการเลือกตั้ง ถือว่าสง่างาม และดีต่อตัวนายกฯเอง
“การยึดมั่นในระบบรัฐสภาเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเป็นตัวแทนอำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย เราต้องยึดมั่นเรื่องนี้ ให้รัฐสภาเป็นตัวแก้ไข พรรคการเมืองที่แพ้การเลือกตั้งก็ต้องแพ้และปรับปรุงตัวเอง และลงเลือกตั้งใหม่ แพ้อีกก็ต้องปฏิรูปตัวเองจนกว่า ประชาชนจะศรัทธาให้เป็นผู้ชนะ ซึ่งทุกพรรคต้องยึดถือแนวทางนี้ ขอให้การบอยคอตการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นครั้งสุดท้ายของพรรคประชาธิปัตย์ ในยุคที่ตนเป็นหัวหน้าพรรคจะลงเลือกตั้งทุกครั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่มีอำนาจนอกระบบอยู่เบื้องหลัง ใครที่คิดจะเข้ามาแทรกแซงพรรค เพื่อหนุนใครอย่างไม่ชอบธรรม ผมจะยืนหยัดร่วมกับสมาชิกปกป้องพรรค ไม่ยกพรรคให้ใคร”นายอลงกรณ์กล่าว
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวอีกว่า กล่าวอีกว่า เราจะต้องสร้างจุดเปลี่ยน แก้ ไขจุดบกพร่อง โดยในวันที่ 16 ต.ค. นี้ตนจะมีดินเนอร์ทอล์ค และจะเผยที่จะใช้นโยบายหาเสียง หากได้เป็นหัวหน้าพรรค ว่าจะสร้างจุดเปลี่ยนการเมืองได้อย่างไร โดยโมเดลเศรษฐิจเดิมเหมือนรถไถ แข่งมาได้ขนาดนี้ก็ดีมากแล้ว ซึ่งเราต้องเปลี่ยนเครื่องเป็นเทอร์โบ และไม่ใช่แค่บอกว่าจะเปลี่ยน หรือจะแก้ แต่ต้องมีแนวทางเป็นรูปธรรม ด้วยประสบการณ์การเมือง 23 ปี ในพรรคประชาธิปัตย์ และ 4 ปี ในงานปฏิรูปประเทศ ตนพร้อมเดินหน้าประชาธิปัตย์ ไปสู่จุดเปลี่ยนการเมืองไทย และประเทศ สร้างศักยภาพใหม่ ตนพร้อมที่จะเป็นผู้นำพรรคที่จะร่วมกับสมาชิกพรรค ในการเปลี่ยนแปรลงพรรค เพื่ออนาคตของทุกคน




