ชู3เรื่องวางแผนจัดการน้ำประเทศ ชี้ปีนี้น้ำไม่ท่วม-ระวังปี62น้ำแล้ง
สถานการณ์น้ำปี 61 คาดปริมาณน้ำฝนน้อย แต่ฝนตกเร็วขึ้น หลังส.ค.-ก.ย.ตกน้อยสิ้นสุดธ.ค. ชี้ปีนี้น้ำท่วมไม่น่าห่วง แต่ปี 62 ระวังน้ำแล้งปานกลางประมาณ 3-6 เดือน ระบุแผนจัดการน้ำของไทยเน้น 3 เรื่อง "ความมั่นคงด้านน้ำ-เพิ่มผลผลิตที่ได้จากน้ำ-ภัยพิบัติจากน้ำ คาดก.ย.ร่างผ่านสนช. รัฐจัดระเบียบทำพื้นที่รับน้ำตั้งเป้าลดความเสียหายได้ 50% ภายในเวลา 20 ปี ขณะที่ผลศึกษาแหล่งน้ำย้องหลัง 10 ปีแนวโน้มเสื้อมโทรมลง ภาคกลางโดยเฉพาะกทม.เสื่อมโทรมมากที่สุด
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าว "น้ำขาด-น้ำท่วม-น้ำแล้ง รับมืออย่างไร ภายใต้ยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี" โดย นายสุจริต คูณธนกุลวงศ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำปี 2561 คาดปริมาณน้ำฝนน้อย แต่มีฝนตกเร็วขึ้นจากปรากฎการณ์ลานีญ่าต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยเป็นลักษณะของฝนตกทิ้งช่วงและหยุดเร็วขึ้น หลังเดือนส.ค.-ก.ย.ตกน้อยลงแต่ตกและสิ้นสุดธ.ค. จากนั้นมีแนวโน้มจะเกิดปรากฎการณ์เอลนินโญ่แบบเทียมทำให้ร้อนขึ้นแต่อยู่ระยะสั้นๆ เพราะฉะนั้น ในปีนี้ฝนตกน้อยปัญหาน้ำท่วมจะไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง ขณะที่น้ำในเขื่อนก็มีเพียงพอ 9,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ก็ต้องระวังน้ำแล้งปานกลางในปี 2562 ประมาณ 3-6 เดือนในลักษณะเดียวกับปี 2558 และไม่หนักเท่าปี 2555
คาดก.ย.ยุทธศาสตร์น้ำผ่านสนช.
นายสุจริต กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดทำร่างยุทธศาสตร์น้ำของประเทศ ที่ดำเนินการร่วมกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่คาดว่าจะผ่านในเดือนส.ค.จากนั้นเดือนก.ย.เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ก็จะเร่งจัดทำแผนแม่บทก่อนเสนอประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งที่ผ่านมาการกำหนดยุทธศาสตร์น้ำต้องพิจารณาบน 3 จุดยืน คือ 1.การอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติสำคัญของประเทศเพื่อความยั่งยืน ให้คนในรุ่นต่อไปใช้อย่างยั่งยืน 2.การฟื้นฟูพัฒนาฐานรากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศบนเส้นทางสีเขียว และ3.การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสมไม่เกินขีดความสามาถในการรองรับของระบบนิเวศลดผลกระทบทางลบจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
3 เป้าหมายรับมือสถานการณ์น้ำประเทศ
เป้าหมายยกระดับการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วม น้ำขาด น้ำแล้งให้เป็นตามมาตรฐานสากลและต้องบรรลุผลในระยะเวลา 20 ปีตามแผนยุทธศาสตร์น้ำ โดยเน้นใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) จากระดับ 2 เป็นระดับ 4 ตามดัชนีความมั่นคงทางน้ำของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี อาทิ ทุกครัวเรือนชุมชนต้องมีน้ำสะอาด ทำแผนฟื้นฟูเขตรักษาต้นน้ำ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้เตรียมการรองรับไว้แล้ว โดยการขุดสระหรือบ่อเรียกว่าหลุมขนมครกใช้เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำสำหรับรองรับน้ำช่วงหน้าฝนไว้ใช้ในภาวะฝนแล้งประมาณ 3,000-4,000 แห่งทั่วประเทศ โดยขณะนี้ดำเนินการแล้วกว่า 2,000 แห่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นแต่ช่วยลดความเสียหายจากภาวะฝนน้อย เป็นต้น 2.การเพิ่มผลผลิตที่ได้จากน้ำ (Water Productivity) มีการจัดการน้ำอย่างสมดุล อนาคตจะกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษมีกฎหมายเฉพาะควบคุม กำหนดสัดส่วนการใช้น้ำแต่ละภาคส่วน,3. แนวคิดภัยพิบัติน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพของน้ำ (Water Resilience) จะมีการจัดทำฐานข้อมูลเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันภัย ลดผลกระทบเชิงโครงสร้าง ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานการเก็บกักน้ำอย่างยั่งยืน และการบริหารจัดการภัยพิบัติ ขณะที่ประเทศไทยกำลังจัดระเบียบพื้นที่รองรับน้ำท่วม ลดความเสียให้ได้ 50% ภายในระยะเวลา 20 ปี
กทม.แหล่งน้ำเสื่อมโทรม
นายทวนทัน กิจไพศาล ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวะฯ จุฬาฯ กล่าวว่า ผลการศึกษาวิจัยสถานการณ์น้ำของประเทศไทยย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา(ปี2549-2558) ในสภาพอุทกวิทยาของ 25 ลุ่มน้ำหลักของไทย ได้แก่ ปริมาณฝน ปริมาณน้ำท่า นำ้บาดาล แหล่งน้ำต้นทุน สภาพปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง คุณภาพน้ำ และการใช้น้ำในภาคครัวเรือน บริการ อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม พบว่าภาพรวมสถานการณ์น้ำของไทยมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำหลายพื้นที่ จากความต้องการน้ำในพื้นที่มากขึ้น สาเหตุมาจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ น้ำฝนน้ำท่า โดยเฉพาะภาคการเกษตรต้องการน้ำมีการใช้น้ำมากที่สุด 70% โดยลุ่มน้ำที่ใช้มากที่สุด 3 อันดับ คือลุ่มน้ำมูล 18,800 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ลุ่ทน้ำชี 13,300 ลบ.ม.และลุ่มน้ำเจ้าพระยา 10,200 ลบ.ม. ส่วนภาคบริการ มีการใช้น้ำน้อยแต่สร้างรายได้และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ขณะที่สัดส่วนการใช้น้ำในระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม อยู่ที่ 17-18% ซึ่งมากกว่าปริมาณการใช้น้ำในครัวเรือเพื่อการอุปโภคบริโภค
ทั้งนี้ ภาพรวมคุณภาพน้ำของประเทศไทยมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลง จากการระบายน้ำเสียจากชุมชน การชะหน้าดินจากที่มีปุ๋ยสารเคมีตกค้าง ผลศึกษาแหล่งน้ำทั่วประเทศมีแหล่งน้ำคุณภาพดี 29% พอใช้ 49% และเสื่อมโทรม 22% ซึ่งในภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมมากที่สุด อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลย้อนหลัง10ปีวิกฤติน้ำของไทยจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และภัยแล้งปี 2558 เห็นได้ว่าสถานการณ์น้ำประเทศไทยมีความผันผวนเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ต้องศึกษาและหาเครื่องมือในการบริการจัดการน้ำเพื่อเตรียมการแก้ปัญหาน้ำในอนาคต
นางชนาธิป ผาริโน ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและสวัสดิภาพสาธารณะ สกว. กล่าววว่า สกว.ได้สนับสนุนการสร้างงานวิจัยด้านทรัพยากรน้ำต่อเนื่อง ทั้งวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ งานวิจัยเชิงพื้นที่ และงานวิจัยท้องถิ่น เพื่อหวังให้เกิดการนำนำเป็นองค์ความรู้จากงานวิจัย ไปสนับสนุนการสร้างนโยบายบริหารจัดการน้ำ สอดคล้องกับกับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และแผนยุทธศาสตร์น้ำของประเทศ ที่สำคัญคือการนำไปสู่การสร้างความรู้ ความเข้าใจซึ่งการศึกษาเพื่อไม่ใช่แค่รอให้เกิดปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งเกิดขึ้น แต่เป็นการมองไปข้างหน้าโดยนำองค์ความรู้จากงานเพื่อเตรียมการรับมือได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม แผนที่นำทางการวิจัยการบริหารจัดการด้านน้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศจะแล้วเสร็จภายในอีก 6 เดือนข้างหน้าหรือปลายปี 2561




