ราชทัณฑ์ จัดโครงการ ปั้นดินให้เป็นบุญ ขัดเกลาจิตใจผู้ต้องขัง ได้บุญแถมสร้างอาชีพหลังพ้นโทษ
พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดประธานในพิธีปิดโครงการปั้นดินให้เป็นบุญ รุ่นที่ 3 ภายใต้โครงการกำลังใจในพระราชดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา โดยมีนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ผู้แทนเครือข่ายพุทธิกาเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม ผู้แทนมูลนิธิชินโสภณพานิช และญาติผู้ต้องขังในโครงการ 30 ราย เข้าร่วมโครงการ
พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวว่า โครงการปั้นดินให้เป็นบุญที่ดำเนินการภายใต้โครงการกำลังใจในพระราชดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ร่วมกับเครือข่ายหลายหน่วยงานให้การสนับสนุนจนโครงการสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จนสามารถดำเนินการต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 3 ซึ่งมีผู้ต้องขังเข้าร่วมในรุ่นนี้ 30 ราย ถือเป็นโอกาสที่ให้ผู้ต้องขังได้ฟื้นฟูจิตใจ พัฒนาและมองเห็นคุณค่าในตัวเองตามนโยบายของกระทรวงยุติธรรมที่ต้องการแก้ไขคนดีกลับคืนสู่สังคม งานพุทธศิลป์ไม่ใช่เป็นเพียงการปั้นพระพุทธรูปเท่านั้น แต่ทำให้ได้รับประโยชน์ถึง 2 อย่าง คือ การขัดเกลาปั้นแต่งจิตใจดวงใหม่ของผู้ต้องขังทุกคน และจรรโลงพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธรูปองค์ใหญ่ 10 องค์ที่ปั้นเสร็จแล้วจะมอบให้แก่วัด และโรงพยาบาล ส่วนพระพุทธรูปองค์เล็กจะให้ผู้ต้องขังมอบให้พ่อแม่หรือผู้มีอุปการะคุณเพื่อนำไปเคารพบูชา
พ.ต.อ.ณรัชต์. กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้วจะมีเงินทุนให้คนละ 10,000 บาท และยังมีกองทุนให้กู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย เพื่อนำไปใช้เป็นทุนประกอบอาชีพต่อยอดฝีมือหาเลี้ยงตัวเอง แต่ปัญหาที่ได้รับผลกระทบคือสังคมยังไม่เปิดโอกาสที่ 2 ให้คนเหล่านี้เข้าสู่ตลาดแรงงาน จึงขอให้โอกาสอย่ามองอดีตของผู้ต้องขัง ทางเรือนจำได้ฟื้นฟูพฤตินิสัยเป็นอย่างดี โดยจากสำรวจยังไม่พบผู้พ้นโทษที่ผ่านโครงการนี้ทั้ง 2 รุ่น รวม 14 คน กลับไปกระทำผิดซ้ำ
ด้านนายภูษิต รัตนภานพ อาจารย์จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ครูผู้ฝึกสอน เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้บรรยายประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระพุทธรูปก่อน จากนั้นจะให้นักเรียนเลือกแบบที่สนใจและนำไปสเก็ตแบบขึ้นมาใหม่ บางคนไม่มีพื้นฐานด้านศิลปะมาก่อน แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจสูง จึงใส่ในงานเต็มที่ทำให้งานออกมาสำเร็จอยู่ในระดับที่ดี ทั้งนี้ การปั้นพระเป็นศิลปะเชิงเส้นต้องใช้ความละเอียดอ่อน ทำให้ผู้ปั้นเป็นคนช่างสังเกต โดยช่วงแรกๆ อาจยังคุมอารมณ์ไม่ได้ แต่ช่วงหลังการเก็บผลงานให้เรียบร้อยก็จะเป็นการขัดเกลาจิตใจอย่างหนึ่งด้วย หลังจากโครงการนี้เสร็จสิ้นผู้ต้องขังที่พ้นโทษจะสามารถนำทักษะที่ได้ไปประกอบอาชีพ หรือต่อยอดงานศิลปะ เช่น ทำของที่ระลึก รูปหล่อเคารพ เพราะใช้พื้นฐานการหล่อเรซิ่นเช่นกัน
ขณะที่ผู้ต้องโทษตลอดชีวิต ในคดีฆ่าผู้อื่น เปิดเผยว่า ตนติดคุกมาแล้ว 8 ปี และได้ขอพระราชทานอภัยโทษมาแล้ว 3 ครั้ง เหลือโทษอีก 19 ปี ก่อนหน้านี้อยู่เรือนจำกลางนครราชสีมา และย้ายมาที่เรือนจำกลางบางขวางได้ 2 ปีแล้ว เมื่อเห็นว่ามีจัดโครงการดังกล่าวก็ได้สมัครเข้าร่วมด้วย เพราะตั้งแต่ถูกดำเนินคดีรู้สึกว่าตนเองมีเคราะห์หนัก จึงต้องการทำบุญสร้างพระพุทธรูป และส่วนตัวก็มีพื้นฐานด้านศิลปะอยู่แล้ว แต่เมื่อได้เข้ามาฝึกแล้วได้รับความรู้ศาสตร์ในการปั้น เริ่มจากการวาดแบบเอง และขึ้นแบบพิมพ์ ซึ่งน้อยคนที่จะได้รับโอกาสในการปั้นพระ เพราะคนธรรมดาหากจะทำบุญก็ไปวัดสวดมนต์บริจาคทรัพย์ นอกจากนี้ ยังทำให้มีสมาธิมากขึ้น พัฒนาจิตใจสงบขึ้นไม่คิดฟุ้งซ่าน และมีกำลังใจเพิ่มขึ้น รู้จักใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ พระพุทธรูปที่ปั้นไว้จะมอบให้แม่นำกลับไปบูชา หลังจากพ้นโทษแล้วตนก็จะนำแบบพิมพ์ที่วาดเองไปต่อยอดในการหล่อพระถวายวัด รวมทั้งเป็นจิตอาสาช่วยในโครงการกำลังใจ ส่วนความรู้ที่เรียนมาจะนำไปปรับใช้ธุรกิจออกแบบตกแต่งรถที่ใช้ไฟเบอร์
ด้านผู้ต้องขังต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดี พ.ร.บ.ความผิดต่อชีวิต อายุ 43 ปี. เปิดเผยว่า กว่า 2 ปีที่ตนได้ก้าวเข้ามาอยู่ในเรือนจำแห่งนี้ ไม่มีวันไหนเลยที่รู้สึกสงบ หรือปรับตัวได้กับสถานที่แห่งนี้ แต่หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการปั้นดินให้เป็นบุญ ตนรับรู้ว่าตนเปลี่ยนไป ใจนิ่ง มีสติ และสามารถปล่อยวาง ตอบคำถามของตนเองได้ว่าอะไรเป็นเหตุที่ทำให้ต้องมาอยู่ในเรือนจำแห่งนี้ และจะทำอย่างไรให้ไม่ต้องกลับมาอยู่ที่นี่อีก การเข้าร่วมโครงการนี้เป็นเหมือนตัวช่วยในการขัดเกลาจิตใจตนเองไปในตัว เพราะในการปั้นพระให้คนกราบไหว้นั้นหากไม่มีจิตใจที่บริสุทธิ์ก็จะไม่สามารถปั้นขึ้นมาเป็นรูปพระได้เลย ทั้งนี้ เมื่อพ้นมีโอกาสได้โทษไปแล้วตนมีความตั้งใจที่จะนำความรู้ที่ได้เรียนในครั้งนี้ไปต่อยอดในการปั้นพระพุทธรูปให้เช่าบูชา เพื่อกลับไปเป็นคนดีของสังคม จึงอยากขอร้องให้สังคมภายนอกให้โอกาสผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกไป เพราะมีผู้ต้องขังจำนวนมากที่พร้อมกลับใจและรอโอกาสนี้อยู่




