วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยันมีตำรวจให้บริการรับแจ้งความบนโรงพัก 'สภ.พบพระ'

"รองโฆษก ตร." ยืนยันมีตำรวจให้บริการรับแจ้งความบนโรงพัก "สภ.พบพระ" หลังปรากฏคลิปฉะการทำงานของตำรวจ พร้อมสั่งสอบข้อเท็จจริง

จากกรณีโลกออนไลน์ได้เผยแพร่คลิปกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พบพระ เพื่อขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานในช่วงเวลา 11.00 น. ของวันที่ 27 ม.ค.2561 ที่ผ่านมา แต่ไม่พบเจ้าหน้าที่ตำรวจปฎิบัติงานอยู่บนโรงพักแม้แต่รายเดียวนั้น

เกี่ยวเรื่องนี้ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่า ขณะที่ชาวบ้านเดินทางมานั้น ร.ต.อ.พิพัฒน์ ฤทธิ์อ่องรักษ์ พนักงานสอบสวนเวรประจำ สภ.พบพระ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ ได้รับประทานอาหารอยู่ด้านใน โดยได้รับทราบจาก ด.ต.เลอศักดิ์ สีวงศ์ สิบเวรปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ สภ.พบพระ ว่ามีชาวบ้านเดินทางมาแจ้งความ ซึ่งเมื่อร.ต.อ.พิพัฒน์ฯ ได้รับทราบ จึงรีบลุกจากโต๊ะที่รับประทานอาหาร แล้วรีบมาให้บริการรับแจ้งความกับชาวบ้านทันที

ทั้งนี้ ร.ต.อ.พิพัฒน์ฯ ได้สอบถามรายละเอียดและทราบว่า จุดประสงค์ของกลุ่มชาวบ้าน อ.พบพระ ที่มาขอลงบันทึกประจำวันมีเรื่องเกี่ยวกับการทำสัญญาปลูกอ้อยกับบริษัทฯแห่งหนึ่ง และถูกฟ้องชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญา โดยกลุ่มชาวบ้านอ้างว่า ไม่ทราบว่าเอกสารที่ให้ลงชื่อนั้น มีเอกสารแนบท้ายให้รับสภาพหนี้ด้วย ซึ่งขณะที่มีการแจ้งความนั้น พ.ต.ท.เรวัช ณ ลำพูน สว.(สอบสวน) ซึ่งเป็นนายตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ ได้ร่วมรับฟังปัญหาของกลุ่มชาวบ้านในครั้งนี้ด้วย

สำหรับประเด็นที่ปรากฎข้อความว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปฎิบัติหน้าที่อยู่ สภ.พบพระ นั้น เบื้องต้นได้ทำการตรวจสอบแล้ว พบว่าช่วงเวลาเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ คือ เจ้าหน้าที่สิบเวร, เจ้าหน้าที่ประจำวัน และพนักงานสอบสวนเวร และตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในวันเวลาดังกล่าวอยู่จริง ไม่ได้มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่มีกระแสข่าวออกมา

ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อให้ดำเนินคดีด้วยนั้น เรื่องนี้ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าผู้แจ้งประสงค์มาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ไม่ได้มีเจตนาให้ดำเนินคดีกับบุคคลใด โดยที่พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามความประสงค์ของผู้แจ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเป็นธรรม จึงได้มีคำสั่งให้ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน ซึ่งหากพบว่ามีความผิดก็จะลงโทษทางวินัยอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจนายอื่นๆ ต่อไป