"สนช.-กรธ." รุมค้านติดดาบป.ป.ช.ดักฟังโทรศัพท์ ชี้ละเมิดสิทธิ-ขาดกลไกถ่วงดุล หวั่นตกเป็นเครื่องมือทำลายคู่ต่อสู้ ติงอย่างมุ่งขจัดคนโกงเพียงคนเดียว
ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ(พ.ร.ป.)รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต วาระ2และ3 ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้พิจารณาเสร็จแล้ว จำนวน 193 มาตรา มีประเด็นสำคัญคือ มาตรา37/1 ซึ่งกมธ.เสนอให้มีการเพิ่มอำนาจให้ป.ป.ช.สามารถดักฟังข้อมูลทางโทรศัพท์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด ทั้งนี้ในการอภิปรายสมาชิกสนช. ร่วมถึงกมธ.เสียงข้างน้อยหลายคนต่างแสดงความเห็นคัดค้านในประเด็นดังกล่าว
อาทิ นายสมชาย แสวงการ สนช. อภิปรายว่า การให้อำนาจป.ป.ช.สืบค้นข้อมูลทางโทรศัพท์ ไลน์ เฟซบุ๊คได้ ถือว่าอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพประชาชน หากยังเดินหน้าต่อไปจะมีผู้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช.อภิปรายว่า คำปรารภที่ยกเว้นรัฐธรรมนูญมาตรา 36 ที่เป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 37/ 1 ที่เปิดโอกาสให้ป.ป.ช.ดักฟังได้ ถือเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับป.ป.ช. โดยกมธ.เสียงข้างมากลงมติให้เพิ่มมาตรานี้มีกมธ.ที่มาจากป.ป.ช.ด้วย ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
หวั่นเป็นเครื่องมือทำลายคู่ต่อสู้
นายตวง อันทะไชย สนช. อภิปรายว่า การออกกฎหมายใดๆต้องพึงระวังเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ อยากทราบว่าจะมีกลไกใดเข้าไปถ่วงอำนาจดังกล่าวได้ เพราะในอนาคตอาจมีการหยิบยกข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้มาอภิปรายทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองได้ เหมือนอย่างในอดีตที่เคยให้อำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ล้นฟ้า สุดท้ายกลับตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง นำมาใช้กลั่นแกล้งคู่ต่อสู้ทางการเมือง ขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบ
นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป.ป.ช. ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อภิปรายว่า การใช้อำนาจเกินขอบเขต อาจทำให้องค์กรสั่นสะเทือนได้ ยิ่งหากหลักฐานที่ได้มาไม่บริสุทธิ์ จะเป็นสิ่งที่ทิ่มตำทำลายผู้ที่นำหลักฐานนั้นมาใช้เอง เป็นห่วงว่าหากข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีหลุดออกไปอาจเป็นเครื่องมือนำไปใช้แบล็คเมล์ทางการเมืองกันได้ เป็นเรื่องที่ต้องระวัง ประเด็นนี้อ่อนไหวที่สุดจึงต้องฟังเสียงประชาชนให้รอบด้าน
ติงอย่างมุ่งขจัดคนโกงเพียงคนเดียว
ด้านนายภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย กล่าวว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ป.ป.ช. พยายามเสนอหลักการนี้เข้ามาน่าคิดว่า หากป.ป.ช.ได้อำนาจส่วนนี้ไปแล้วถูกครอบงำจะเกิดอะไรขึ้น การพิจารณามาตรานี้ ใช้เวลาสั้นๆในชั้นกมธ.เพียงไม่เกิน 1 ชั่วโมงยังไม่รวมถึงเรื่องอำนาจการอำพรางและสะกดรอย ที่เสนอเป็นฝาแฝดพ่วงมาด้วยขอยกตัวอย่างประเทศสหรัฐฯ การใช้อำนาจดักฟังจะต้องมีน้ำหนักหลักฐานแน่นหนาทางคดีที่สำคัญต้องเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนต่างจากมาตรการของไทยที่ไม่ได้ระบุชัดเจน อย่างไรก็ดีมองว่าป.ป.ช.จะมีอคติหรือไม่ก็ไม่รู้ อย่ามุ่งแต่ใช้ข้อมูลที่จะกำจัดคนโกงเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้ป.ป.ช.ตกอยู่ในความเสี่ยง ถูกเปลี่ยนโฉมไป การได้เครื่องมือปราบทุจริตต้องชั่งน้ำหนักถึงคุณค่าที่ต้องแลกมา
กมธ.ยันเพื่อประโยชน์ทางคดี
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานกมธ. ชี้แจงโดยยืนยันว่า กมธ.ไม่มีเจตนาทำลายล้างใคร แต่เป็นการทำเพื่อประโยชน์ทางคดี เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล จึงมีความจำเป็นต้องให้อำนาจส่วนนี้ โดยมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ซึ่งการดักฟังข้อมูลทางโทรศัพท์ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งเห็นชอบก็ทำได้ เมื่อผ่านความเห็นจากคณะกรรมการแล้ว ยังต้องขออนุญาตจากศาลอีกครั้ง รวมถึงต้องเป็นคดีที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสาธารณะด้วย
เช่นเดียวกับพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. ในฐานะกมธ.เสียงข้างมาก ที่อภิปรายว่า การใช้คำว่าดักฟังเป็นการสร้างภาพที่น่ากลัว เพราะกมธ.เสียงข้างมากไม่มีเจตนาต้องการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนตามรัฐธรรมนูญ เพราะการจะใช้อำนาจดังกล่าวต้องผ่านมติเห็นชอบจากคณะกรรมการป.ป.ช.ทั้ง 9 คนว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะขอยื่นอนุมัติต่อศาลหรือไม่ ส่วนข้อมูลที่ได้มาจะใช้เฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดีเท่านั้น ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับคดีจะถูกทำลายทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นสมาชิกสนช.ได้ขอให้กมธ.ตัดมาตรา37/1ทิ้ง แต่ยังไม่มีข้อสรุปทำให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธานในขณะนั้นสั่งพักการประชุมเพื่อให้กมธ.ไปหารือนอกรอบ แต่กมธ.เสียงข้างมากยังคงยืนยันไม่ถอนมาตราดังกล่าวออกและเนื่องจากยังมีประเด็นที่สนช.อภิปรายไม่ครบถ้วนจึงขอเลื่อนวาระดังกล่าวมาประชุมอีกครั้งในวันนี้(22 ธ.ค.)

