วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐบาลยอมถอย ส่งสนช.ทบทวนก.ม.สิ่งแวดล้อม

เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาฯ จี้รัฐบาล-สนช.ถอนพ.ร.บ.ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม เหตุขัดมาตรฐานสากล-กระทบสิ่งแวดล้อม ด้านสนช.รับปากนำกลับไปพิจารณา

วานนี้(7 ธ.ค.) เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบด้วย กลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กลุ่มคัดค้านเหมืองแร่ ยังคงปักหลักชุมนุมเป็นวันที่ 2 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการผลักดันพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ทั้งนี้ทางตัวแทนกลุ่มได้หารือกับพล.อ.จิระศักดิ์ ชมประสพ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะนำข้อเรียกร้องของกลุ่มไปเสนอต่อกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวของสนช.

โดยนายประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่าย กล่าวว่า ข้อเสนอของทางกลุ่มคือ ขอหลักประกันของการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมว่าผู้ประเมินต้องไม่ใช่ลูกจ้างของเจ้าของโครงการ เพื่อความเป็นกลาง และอยากให้หน่วยงานกลางเช่น มหาวิทยาลัย ทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม อีกทั้งก่อนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เราอยากให้ประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ อย่างไรก็ตามเมื่อกฎหมายอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสนช.แล้ว เราคงทำได้เพียงเท่านี้ จากนี้จะให้ประชาชนรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนเดินทางกลับภูมิลำเนา แต่การต่อสู้ระยะยาวเราจะยกร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับประชาชนเสนอให้รัฐบาลพิจารณาอีกครั้ง

สนช.รับปากนำข้อเสนอไปพิจารณา
จากนั้นนายประสิทธิชัย พร้อมตัวแทนจำนวนหนึ่งได้เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสนช.ผ่าน พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนช. เพื่อขอให้ยุติการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ....ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสนช. และต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากเห็นว่าพ.ร.บ.ดังกล่าวยังมีข้อบกพร่องในสาระสำคัญทั้งเนื้อหาและกระบวนการยกร่าง สะท้อนถึงความไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในกระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบในการออกกฎหมายและไม่เป็นไปตามหลักการมาตรา 77 และไม่เป็นไปตามหลักการ เพื่อปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
จึงอยากให้ทบทวนระบบการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ต้องมีการกำหนดกรอบหลักเกณฑ์ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยจะต้องศึกษาผลกระทบและความเสียหายโดยรวมทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคมและสุขภาพ นอกจากนั้นขอให้ตัดมาตรา 50 วรรคสี่ ที่เป็นการนำคำสั่งของคสช.ที่ 9/2559 ที่ออกโดยมาตรา 44 เป็นการเปิดช่องให้มีการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกกิจการไปพลางก่อนในระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ด้านพล.ร.อ.วัลลภ กล่าวว่า จะนำข้อเรียกร้องดังกล่าวไปพิจารณาในการคณะกรรมาธิการฯต่อไป

รัฐบาลยันพร้อมเสนอสนช.ปรับแก้
ด้านพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีรับทราบและเข้าใจปัญหา รวมทั้งได้พยายามแก้ไขมาโดยตลอด พร้อมกับยืนยันว่าจะดูแลเรื่องนี้ให้ดีที่สุดตามข้อเท็จจริง โดยอยากให้ทุกฝ่ายรับฟังกันด้วยเหตุและผล ซึ่งเป็นจุดยืนของรัฐบาลนี้ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศสำหรับผลการเจรจาระหว่างตัวแทนภาครัฐกับเครือข่ายประชาชนฯ เป็นไปด้วยดี
อย่างไรก็ดีกฎหมายดังกล่าวรัฐบาลก็สามารถขอปรับแก้ไขได้โดยอาจแก้ไขเป็นบางมาตราก่อน หรือออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 58 ที่ว่าด้วยการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
"ตัวแทนของภาครัฐที่ได้ไปพูดคุยกับเครือข่ายประชาชนฯ ก็จะนำข้อเสนอและความห่วงใยทั้งหมดของเครือข่ายประชาชนฯ ไปชี้แจงในขั้นคณะกรรมาธิการด้วย โดยมีเวลาที่ สนช. จะพิจารณาอีกไม่เกิน 60 วัน ตามมาตรา 278 ของรัฐธรรมนูญ” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว.

แอมเนสตี้จี้ยุติเอาผิดกลุ่มค้านโรงไฟฟ้า
วันเดียวกันองค์การนิรโทษกรรมสากล (แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล) ออกปฏิบัติการด่วน ชวนผู้สนับสนุนที่มีอยู่มากกว่า 7ล้านคนทั่วโลกให้ร่วมกันส่งจดหมาย อีเมล และแฟกซ์ เรียกร้องทางการไทยให้ยุติการดำเนินคดีใด ๆ ต่อผู้ร่วมชุมนุมคัดค้านแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใน อ.เทพา จ.สงขลา ซึ่งการรณรงค์นี้จะมีไปถึงวันที่ 15 ม.ค.2561
แอมเนสตี้ ระบุว่าการเดินขบวนดังกล่าวเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนปฏิบัติการด่วนนี้มีขึ้นหลังจากที่ผู้ชุมนุมประมาณ 100 คนเดินทางไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรใน อ.เมือง จ.สงขลา เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมาเพื่อยื่นจดหมายคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรี แต่ต่อมามีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุม มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยทั้งสองฝ่าย ตำรวจจับกุมผู้ชุมนุมจำนวน 16 คน เพื่อดำเนินคดีในข้อหากีดขวางทางสาธารณะและใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ในวันต่อมา ศาลจังหวัดสงขลากำหนดวงเงินประกันของชาวบ้าน 15 คนที่คนละ 90,000 บาท และอนุญาตให้ตำรวจควบคุมตัวชั่วคราวพวกเขาได้ ส่วนผู้ชุมนุมอีกคนหนึ่งเป็นเยาวชนวัย 16 ปี ได้รับประกันตัวออกมาด้วยวงเงินประกัน 5,000 บาท
ต่อมาวันที่ 29 พ.ย.ชาวบ้านทั้ง 15 คนได้รับการปล่อยตัวหลังจากอาจารย์มหาวิทยาลัยใช้ตำแหน่งเป็นหลักประกันแทนเงิน แต่เมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า อยู่ระหว่างเตรียมขอหมายจับชาวบ้านเพิ่มเติมอีก 20 คน ซึ่งคาดว่าจะมีการออกหมายจับเพิ่มเติมภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า