(รายงาน) โยก “พงศ์พร” พ้น “ผอ.พศ.” เซ่น จับโกงเงินทอนวัด- ขวางทาง “พระผู้ใหญ่” ???
ดูเหมือนจะไม่จบง่ายๆ กับตำแหน่งร้อน อย่างผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา มีมติรับโอน “นายมานัส ทารัตน์ใจ” อธิบดีกรมการศาสนา มานั่งตำแหน่งดังกล่าวแทน “พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์” ตามที่ ครม.โยกไปนั่งผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา
พ.ต.ท.พงศ์พร นั้นเหมือนรู้ชะตา เตรียมทำใจไว้แล้ว ทันทีที่รู้ว่าถูกโยก ก็ไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะมีความพยายามมาหลายครั้งแล้ว !!!
สอดรับกับกระแสข่าวหนาหูก่อนหน้านี้ที่ว่า พระชั้นผู้ใหญ่รวมถึงสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ไม่พอใจการทำหน้าที่ ของพ.ต.ท.พงศ์พร โดยเฉพาะการเข้าไปตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัด ซึ่งช่วงหลัง เริ่มมีวัดใหญ่วัดดังหลายแห่งอยู่ในข่าย ถึงขนาดพระชั้นผู้ใหญ่ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงถึงการทำงานรวมถึงการให้สัมภาษณ์สื่อว่า ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คณะสงฆ์และพุทธศาสนา จนมีเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวผอ.พศ. เป็นระยะ !!!
มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า ก่อนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ จะชงครม. โยกพ.ต.ท.พงศ์พร พ้น ผอ.พศ. มีการประชุมวงเล็กระหว่างรัฐมนตรี 2 คน กับพระชั้นผู้ใหญ่เพื่อหารือเรื่องการเปลี่ยนตัว เพราะมองว่าถ้าพ.ต.ท.พงศ์พร ยังอยู่จะเป็นอุปสรรคต่อมหาเถรสมาคม (มส.) ที่มักมีเรื่องงัดข้อไม่ลงรอยกันหลายครั้ง
รัฐมนตรี2คนที่ข่าวเล็ดลอดออกมาคือ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม ที่ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งรมต.ประจำสำนักนายกฯกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธฯ ถือว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับพระชั้นผู้ใหญ่คอยอำนวยความสะดวกต่างๆ เป็นอย่างดีเสมอมา
รวมถึงอดีตผอ.พศ. คนหนึ่งที่เคยทำงานใกล้ชิด แต่ก็ถูก ม.44 เด้งพ้นตำแหน่งด้วยเหตุไม่ชอบมาพากลในเรื่องทุจริตเงินทอนวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา
ร้อนถึงรัฐบาลต้องออกมาชี้แจงกันพัลวัน การให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อ 29 ส.ค. ของนายวิษณุ ในฐานะคนชงเรื่องเข้าครม. ระบุว่า “ไม่เกี่ยวข้องกับการกรณีเข้าไปสอบทุจริตเงินทอนวัด เจ้าตัวไม่มีความผิดอะไร ไม่มีอะไรเสียหาย แต่เพื่อความเหมาะสมที่โอนย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ เพื่อให้ทำงานในระดับกว้างขึ้นทั้งประเทศ เจ้าตัวก็ไม่ได้ขัดข้อง”
ถ้าการที่นายวิษณุ อ้าง พ.ต.ท.พงศ์พร ไม่ขัดข้อง เหตุใดเจ้าตัวถึงมีหนังสือถึงนายออมสิน ระบุว่า สาระสำคัญว่า การโอนย้ายดังกล่าว ไม่ได้เป็นไปโดยความรู้เห็นหรือความสมัครใจของเจ้าตัว และคำสั่งโยกย้ายอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย
วันถัดมา รองนายกฯ ตอบคำถามสื่อในเรื่องนี้อีกว่า “เป็นการโยกย้ายตามวาระ พ.ต.ท.พงศ์พรถูกย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ เพื่อปฏิบัติภารกิจบางอย่าง ขณะนี้ได้ทำสำเร็จแล้ว จึงเห็นควรให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ยืนยันว่าการโยกย้ายครั้งนี้ไม่ใช่เพราะพ.ต.ท.พงศ์พรเกิดความขัดแย้งกับมหาเถรสมาคมอย่างแน่นอน”
รวมถึงการตอบคำถามสื่อเรื่องดังกล่าวในวันที่ 31 ส.ค. ของนายวิษณุ ที่ว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าการโยกย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร เพราะพระชั้นผู้ใหญ่ไม่พอใจการทำงาน และพระชั้นผู้ใหญ่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล คำตอบที่ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรผิดปกติ
“ไม่จริง ไม่ถูกต้อง คณะสงฆ์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับการโยกย้ายครั้งนี้ ส่วนผอ.พศ.คนเก่าก็ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เกินเลยอะไร ที่ผ่านมาถือว่าทำงานมาได้ดี ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้กระอักกระอ่วนใจแต่อย่างใด”
เลยมีคำถามตามมาว่า ตั้งแต่ หัวหน้าคสช. ใช้ ม.44 ให้ พ.ต.ท.พงศ์พรพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้วให้มาดำรงตำแหน่งผอ.พศ. เมื่อ 25 ก.พ. 2560 นับเวลาที่พ.ต.ท.พงศ์พร อยู่ในตำแหน่ง ผอ.พศ. เพียง 185 วันเท่านั้น !!! ภารกิจอะไรมันง่ายดายถึงเพียงนั้น ตามคำอ้างของนายวิษณุที่ ระบุว่าเจ้าตัวทำสำเร็จแล้ว
ถ้าบอกว่าสามารถตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัด จนตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) สรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. ไต่สวนไปกว่า 10 สำนวนนั้น ถือว่า ปิดจ็อบแล้วหรือ
หลังจากนี้ งานจับโกงเงินทอนวัด ได้มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มีนายสุวพันธุ์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน สานต่อ ก็ไม่รู้ว่าจะแตะต้องวัดบางวัดได้มากน้อยแค่ไหน หรือต้องเกรงใจใครเป็นพิเศษหรือไม่
งานนี้หลายคนในแวดวงผ้าเหลืองคงได้เฮ กับการที่พ.ต.ท.พงศ์พร พ้นตำแหน่ง ผอ.พศ. แต่คนในสังคมกลับมองด้วยความเคลือบแคลงสงสัย คนที่เอาจริงเอาจังกับการปราบทุจริตเงินภาษีประชาชนกลับถูกตอบแทนด้วยตำแหน่งผู้ตรวจราชการฯ เขต 8 ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
ต้องไม่ลืมว่าคำสั่ง ช่วยราชการครั้งนี้ ไม่มี ม.44 คุ้มครอง เหมือนการโยกย้ายที่ผ่านๆมาในรัฐบาลชุดนี้ เพราะนี่เป็นเพียงคำสั่งยืมตัวของสำนักนายกฯเท่านั้น กฎหมายจึงเปิดทางให้เขาสู้อย่างเต็มที่
จากนี้คงต้องติดตามว่า พ.ต.ท.พงศ์พร จะอุทธรณ์คำสั่งโยกย้ายครั้งนี้หรือไม่ ที่สำคัญเรื่องทุจริตเงินทอนวัดที่เหลือมันจะไปจบลงตรงไหน ที่ใคร อย่างไร แต่ที่แน่ๆ นี่เป็นครั้งงแรกในยุครัฐบาลนี้ที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ออกมาต่อสู้เมื่อถูกโยกย้าย





