"สุวพันธ์ุ" โร่แจงย้าย "พงศ์พร" พ้นพศ. ไม่กระทบการสอบสวนคดีทุจริตเงินทอนวัด สั่งศอตช.อำนวยความสะดวกให้การสอบสวนเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อเอาผิดวินัยและอาญา
นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบคดีทุจริตในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ว่า ขณะนี้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ( ศอตช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการตรวจสอบและสืบสวนการใช้งบประมาณแผ่นดินของ พศ.ใน 3 ประเด็น คือ งบอุดหนุนเพื่อการบูรณปฏิสังขรณ์วัด งบอุดหนุนการศึกษา และงบอุดหนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีตผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จะไม่ส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบการทุจริต เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ประกอบด้วย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ( ป.ป.ท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ป.) มีข้อมูลและหลักฐานส่วนหนึ่งแล้ว โดยข้อมูลจากพศ.นั้นศอตช.ได้รับมาดำเนินการต่อแล้ว ซึ่งคดีมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เมื่อสัปดาห์ผ่านมา ป.ป.ช. ได้รับเรื่องจาก บก.ปปป.จำนวน 12 เรื่อง และสตง.จำนวน 123 เรื่อง เพื่อตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่แล้ว นอกจากนี้ยังได้ส่งข้อมูลให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงินแล้ว
รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า ในส่วนของบก.ปปป.ปัจจุบันกำลังตรวจสอบในคดีดังกล่าวอีก 47 เรื่อง บางเรื่องมีการขยายผลสอบเจ้าหน้าที่ของ พศ. บางคนเพิ่มเติม ขณะที่สตง.อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบอีก 63 เรื่อง ส่วนดีเอสไอได้รับการมอบหมายให้ตรวจสอบเรื่องที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันอีก 54 เรื่อง ที่ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ซึ่งปัจจุบันได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนรวม 4 คณะ และเริ่มดำเนินการสืบสวนไปแล้ว ส่วนไป.ป.ท.ได้รับเรื่องไว้ตรวจสอบ 96 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเบาะแสที่ได้ได้รับเพิ่มเติมจาก พศ. รวมทั้งการจัดทำฐานข้อมูลการตรวจสอบในคดีนี้ด้วย เพื่อป้องกันปัญหาความซ้ำซ้อนและให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
“ศอตช.จะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของทุกหน่วย ติดตามความก้าวหน้าผ่านคณะกรรมการอำนวยการศูนย์อำนวยการติดตามและแก้ไขปัญหาการดำเนินคดีสำคัญ รวมทั้งจะพิจารณาเรื่องการขอใช้อำนาจหัวหน้า คสช. ในการลงโทษทางวินัยผู้กระทำความผิดเมื่อมีผลการ ตรวจสอบชัดเจนแล้ว ยืนยันว่าเรื่องนี้มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ในการพิสูจน์และเสาะหาพยานหลักฐาน รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะเพื่อดำเนินการทั้งทางคดีอาญาและวินัย ตลอดจนเรียกเงินคืนจากผู้เกี่ยวข้องต่อไป”นายสุวพันธ์ กล่าว


