ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน แจงร่างพ.ร.ป.กสม. ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญปี60
เมื่อวันที่ 22 ส.ค. นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) กล่าวถึงกรณีที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในวาระ 2 และ 3 ว่า ตนได้รับร่างกฎหมายดังกล่าว เมื่อช่วงเช้าวันนี้ และนำเข้าที่ประชุม กสม. ซึ่งวันนี้ยังไม่สามารถพิจารณาเนื้อหาร่าง พ.ร.ป ได้ทั้งหมด แต่ยังมีเวลาอยู่ เพราะตามกฎหมายได้กำหนดให้ทำความเห็นแย้งภายใน 10 วัน แต่ในเบื้องต้น กสม.ได้ข้อยุติในมาตรา 60 ที่กำหนดให้ กสม. ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งทันทีที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ และหลังจากนั้นก็ให้อยู่รักษาการนั้น ซึ่งที่ประชุมมีมติ 4 ต่อ 2 เห็นว่า มาตราของร่างกฎหมายดังกล่าว ไม่ตรงตามเจตนารมณ์มาตรา 26 ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่กำหนดว่า การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิบัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายที่ออกตามมาต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยชนของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ ประกอบด้วยมาตรา 3 มาตรา 4 ตามรัฐธรรมนูญด้วย
นายวัสกล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุนี้ กสม.จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 วรรค 5 ต่อไป เพื่อให้มีการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายระหว่าง กสม. กรธ. และสนช. ต่อไป ทั้งนี้เชื่อว่าในการพิจารณาของกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ยังสามารถแก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมายได้ ยืนยันว่าแม้จะเป็นเพียงเสียงข้างน้อย 1 เสียง แต่ก็จะพยายามอธิบายเหตุผลให้ทราบ แต่สุดท้ายที่ประชุมจะเห็นอย่างไรก็ว่ากันไป แต่หากในชั้นกรรมาธิการ 3 ฝ่าย ยังคงยืนยันตามร่าง พ.ร.ป.เดิม และประกาศใช้ เราจะใช้สิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ตนยังตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น ซึ่งอาจจะยื่นได้ 2 ช่องทางคือยื่นผ่านจากผู้ตรวจการแผ่นดิน และยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ
“ผมเห็นว่าเหตุผลการเซตซีโร่ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ เพราะข้ออ้างของการเซตซีโร่มีการเปลี่ยนไปอยู่เรื่อยๆ ทำให้เข้าใจได้ว่าการเซตซีโร่ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริต ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ กลับยิ่งจะทำให้สังคมโลกเกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยทั้งที่กสม.ชุดนี้ทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ เพื่อทำให้สถานะบีกลับมาเป็นเอ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญมากมาย เพราะการพิจารณาสถานะนั้นจะมีรอบของการพิจารณาอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าเรามีความพร้อมหรือยัง ทั้งการแก้กฎหมายเรื่องหลักการคุ้มกัน กสม. การตอบสนองต่อการละเมิดสิทธิ โดยในประเด็นของการแก้กฎหมายเรื่องการสรรหาและการคุ้มกันนั้นได้มีการแก้ไขแล้ว ในมาตรา 246 และในร่างกฎหมายลูก ดังนั้นคิดว่าการขอสถานะเอกลับมาจะทำได้เมื่อพร้อม ไม่ใช่ว่าการเซตซีโร่ กสม.ชุดปัจจุบันพ้นไป จะทำให้สถานะ กสม.จากบีกลับเป็นเออย่างง่ายดายนั้น ไม่มีทางเป็นไปได้” นายวัสกล่าว
นอกจากนี้นายวัส ยังกล่าวอีกว่า ใครที่มองว่า กสม. ออกมาต่อสู้เรื่องนี้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ถ้าหากมองเฉยๆอาจจะเห็นอย่างนั้นได้ แต่หากมองการทำงานของ กสม.ชุดนี้ว่ามีผลงานมากมายขนาดไหน แต่ละคนมีหน้าที่การงานเป็นอย่างไร ก็จะรู้ว่างานของ กสม. ไม่ใช่งานที่สบายจนต้องมาต่อสู้เพื่อให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป ส่วนตัวก็อยากรู้ว่าเหตุผลจริงๆของการเซตซีโร่คืออะไร แต่มีข้อมูลว่ามีข้อต่อรองจากผู้มีอำนาจในบ้านเมืองที่ไม่พึงปรารถนาต่อการทำงานของ กสม.บางคน ตนก็ไม่เข้าใจว่าเหตุผลเพียงแค่นี้จะล้มกระดานทั้งหมดเลยหรือ แล้วให้มีการสรรหาใหม่ ซึ่งก็มีคนรอเสียบ ที่จะเข้ามาเป็น กสม. ซึ่งบางคน อาจจะรอไม่ได้ เพราะมีอายุ 60 ,67,68 ปีแล้ว อาจจะมีอายุเกินเพดานที่กฎหมายกำหนด เขาคงรอไม่ไหว ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าทำไมตำแหน่งนี้ถึงปรารถนากันมากมาย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การทำงานแบบไหนที่ทำให้ผู้มีอำนาจไม่พอใจและ มี กสม. กี่คนที่ผู้มีอำนาจไม่พึงปรารถนา นายวัส กล่าวว่า ตนก็ไม่แน่ใจ ไม่ยืนยันว่าเป็นเหตุผลที่แท้จริงหรือไม่ สำหรับบางท่านก็อาจใช่แต่บางท่านก็อาจไม่ใช่เหตุผลนี้

