ย้อนรอยพฤติการณ์ฉาว 'เณรคำ'

ย้อนรอยพฤติการณ์ฉาว "เณรคำ" หลังจากศาลแคลิฟอร์เนียไฟเขียวส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามคำขอของไทย
เป็นที่แน่อนแล้วว่า "เณรคำ" จะถูกนำตัวถึงไทยหลังจากศาลแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ สั่งให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามคำขอของประเทศไทย ในช่วงกลางดึกของคืนวันที่19ก.ค.นี้
จุดเริ่มต้นของการเปิดคดีเล่นงาน "เณรคำ" มาจากการร้องทุกข์กล่าวโทษของนายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่ต้องการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับสอบสวนเป็นคดีพิเศษ เนื่องจาก "เณรคำ" หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ มีพฤติการณ์อวดอุตริ อภินิหารเพื่อฉ้อโกงเงินบริจาคจากประชาชน และต้องอาบัติปาราชิก จากการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาว โดยคดีนี้ถูกมอบหมายให้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักคดีความมั่นคง
ในชั้นสอบสวนดีเอสไอ ขุดคุ้ยประวัติของ "เณรคำ" หรือนายวิรพล สุขผล พบว่า "เณรคำ" มาจากครอบครัวที่ยากจน เป็นบุตรของนายรัตน์ สุขผล นางสุดใจ สุขผล มีพี่น้องรวมกัน 6คน "เณรคำ" เลิกเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากนั้นได้บวชเป็นเณรที่วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานีเมื่อวันที่13 กันยายน 2537 ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 15 ปี กระทั่งอายุ 20 ปี ได้บวชเป็นพระที่วัดดอนทาด ต.ทรายมูลอ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2542 ต่อมาได้ไปสังกัดที่วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หลังจากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่วัดป่าบ้านยางหรือ
วัดป่าขันติธรรมต.ยาง อ.กันทรารมย์จ.ศรีสะเกษ ซึ่งขณะนั้นไม่ได้มีแววว่าจะเป็นพระดัง รวมถึงไม่มีความรู้เรื่องไสยศาสตร์ใดๆ "หลวงปู่เณรคำ" ได้ธุดงค์ไปที่บ้านโพธิ์และมีความสัมพันธ์กับเด็กสาววัย14ปีรายหนึ่งซึ่งคนในละแวกนั้นทราบเรื่องดีและคิดว่าอีกไม่นานพระคงสึกออกมาอยู่กินฉันสามีภรรยากับหญิงสาวรายนี้
นอกจากนี้ยังพบว่า "เณรคำ" มีสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงสาวถึง8คน และเคยมีประวัติถูกสีกาแจ้งความดำเนินคดีข้อหาข่มขู่เอาชีวิตต่อพนักงานสอบสวนกก.2บก.ป. และเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2553 พระวิรพล ถูกจับขณะอยู่กับสีกายามวิกาลท้องที่สภ.คำป่าหลาย จ.มุกดาหาร แต่ขณะนั้นคดีไม่มีความคืบหน้า ในชั้นสอบสวนของดีเอสไอ มีการรวบรวมหลักฐาน เป็นตัวอย่างสารพันธุกรรม 4 ชิ้นประกอบด้วยปลายซิการ์ที่อดีตพระเณรคำใช้สูบแล้วมอบให้ลูกศิษย์เก็บไว้บูชา, เศษจีวร 2 ชิ้นและพระเครื่องรุ่นดอกบัวคู่รุ่นชานหมาก ผลการตรวจพิสูจน์ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พบว่า เศษซิการ์พบคราบน้ำลายตรงเยื่อบุกระพุ้งแก้ม ปรากฏสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตรงกับเด็กชาย ที่เป็นบุตรของหญิงสาวที่มีเพศสัมพันธ์กับ "เณรคำ" ชี้ให้เห็นว่าบุคคลทั้ง 3 มีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูกกันจริงถึง 99.999% หลักฐานชิ้นนี้ จึงนำไปสู่การดำเนินคดีกับ "เณรคำ" ในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี และคดีพรากผู้เยาว์ และถือเป็นคดีที่ใช้เป็นสาระสำคัญหลักในการขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน แม้ว่าคดีพรากผู้เยาว์จะขาดอายุความ แต่คดีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กหญิง ยังอยู่ในอายุความ
สำหรับคดีความผิดอื่นๆ เช่น ฉ้อโกง, ฉ้อโกงประชาชน ,ความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฟอกเงิน นั้น เป็นผลพวงมาจากพฤติการณ์อวดอุตริ ซึ่งหลักฐานที่ปรากฏในชั้นสอบสวนพบว่า ในการเดินสายเทศน์ตามสถานที่ต่างๆ "เณรคำ" จะอวดอ้างว่าตัวเองเป็นพระสงฆ์ชรารูปหนึ่งที่มรณภาพแล้วกลับชาติมาเกิดสามารถระลึกชาติได้และกลายเป็นที่มาของชื่อ "หลวงปู่เณรคำ" จึงมีการสร้างภาพลักษณ์ของพระชรา ด้วยการเคี้ยวหมากอวดอุตริว่า นิมิตพบพระอินทร์และพญานาคซึ่งในระหว่างนี้พระที่ใกล้ชิดเณรคำใช้โซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นเอง เผยแพร่เรื่องราวชวนเชื่อเรื่องราวที่เกี่ยวกับการอุตริทำให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลไม่ทราบประวัติของพระ หลงเชื่อและเลื่อมใสศรัทธาเดินทางจากสถานที่ห่างไกลไปทำบุญและบริจาคเงินที่วัดป่าขันติธรรม และฉวยโอกาสสร้างเหรียญบูชาจำหน่ายอ้างระดมเงินบริจาคสร้างสิ่งปลูกสร้างเพื่อประโยชน์สาธารณะซึ่งเงินเหล่านั้นส่วนหนึ่งถูกเอาไปใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ให้แก่ตัวเอง โดยการนำไปมอบให้กาชาดโรงเรียนโรงพยาบาล ตลอดจนซื้อรถยนต์ไปมอบให้พระชั้นผู้ใหญ่
หนึ่งในอุบายของการระดมเงินบริจาคโดยอุตริ อ้างว่านิมิตพบพระอินทร์แล้วให้สร้างพระแก้วมรกตจำลองที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อธำรงพุทธศาสนาซึ่งข้ออ้างดังกล่าวโดนใจพุทธศาสนิกชนที่นิยมการทำบุญทำให้มีการบริจาคเงินและทองคำที่อ้างว่าจะนำมาหล่อองค์พระให้แก่ "เณรคำ" จำนวนมาก ในชั้นสอบสวนไม่พบการขออนุญาตจากกรมศิลปากรเพื่อสร้างพระแก้วมรกตจำลอง การกระทำของ "เณรคำ" จึงมีเจตนาเพื่อระดมเงินบริจาคเท่านั้น
สำหรับทองคำที่ได้จากการบริจาค มีการนำไปขายให้ร้านทองและแปรสภาพเป็นเงินก่อนจะนำไปรวมกับเงินที่ได้จากการบริจาคไปซื้อรถยนต์หรูราคาแพงกว่า 70 คัน วงเงินนับร้อยล้านบาทซึ่งรถหรูนี้ซื้อมาใช้งานไม่นานก็นำไปขายคืนให้บริษัทนำเข้ารถยนต์ที่ซื้อมาในวงเงินที่ต่ำกว่าขณะซื้อมา พฤติการณ์เช่นนี้เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และฟอกเงินซึ่งดีเอสไอได้ประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึดทรัพย์ในทางแพ่ง พร้อมดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงินด้วย
ขณะที่ข้อมูลการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของ "เณรคำ" พบว่ามีบัญชีเงินฝากธนาคารต่างๆมากถึง41บัญชีแบ่งเป็นธนาคารกรุงศรีอยุธยา 4 บัญชี, ธนาคารกสิกรไทย 2 บัญชี, ธนาคารกรุงเทพ 8 บัญชี, ธนาคารไทยพาณิชย์ 27 บัญชีและมีทรัพย์สินอื่นอีกจำนวนมาก อาทิ บ้าน 2 หลัง คือ บ้านเลขที่ 999/10 บ้านทรายมูลจ.อุบลราชธานีและบ้านเลขที่ 103/1 อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ รถยนต์หรูราคาแพงอีกหลายสิบคันทั้งรถโรลส์-รอยซ์ ,เชฟโรเลต,โตโยต้าคัมรี, เฟอร์รารีฮัมเมอร์ ,รถกระบะ,รถเบนซ์และรถจักรยานยนต์ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันกว่า 200 ล้านบาท
ทั้งหมดข้างต้น คือที่มาของการสรุปสำนวนสั่งฟ้อง "เณรคำ" ในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี, พรากผู้เยาว์ ฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฟอกเงิน ซึ่งทุกคดีอัยการมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องเช่นกัน โดยที่ผ่านมาขั้นตอนรอเพียงการนำตัว "เณรคำ" เป็นผู้ร้ายข้ามแดนมาเท่านั้นซึ่งขณะนี้ก็ได้ตัว "เณรคำ" แล้ว
ดังนั้น เมื่อ "เณรคำ" ถูกนำตัวเข้าสู่ถึงประเทศไทยด้วยเที่ยวบิน TG 677ในช่วงกลางดึกของคืนวันที่19ก.ค. ดีเอสไอจะนำตัว "เณรคำ" มาสอบปากคำที่สำนักงานดีเอสไอ ถนนแจ้งวัฒนะ ต่อจากนั้นในช่วงสายของวันที่20ก.ค. จะนำตัว "เณรคำ" ผู้ต้องหาส่งให้อัยการเพื่อยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญาทันที โดยไม่ต้องขอฝากขังระหว่างสอบสวน เพราะขณะนี้คดีมีพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ส่วนอัยการจะแยกฟ้องเป็นรายคดีหรือขอรวมให้เป็นการพิจารณาคดีเดียวกัน เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันและมีผู้กระทำความผิดรายเดียวกัน ต้องรอดูกันอีกที
สำหรับเหตุผลที่ "เณรคำ" ตัดใจไม่อุทธรณ์คำสั่งศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา อาจมีเหตุผลมาจากหลักฐานที่ดีเอสไอและอัยการนำสืบในศาลค่อนข้างแน่นหนา การยื้อคดีเพื่อให้ขั้นตอนยืดยาวออกไป จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเงินทองที่ "เณรคำ" นำติดตัวไปอาจมีเหลือในจำนวนจำกัด หรืออาจเป็นไปได้ว่า "เณรคำ" ซึ่งหลบหนีคดีไปต่างแดนนานปี อาจคิดถึงบ้าน คิดถึงญาติพี่น้อง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่ต่างไปจากผู้ร้ายหนีคดีรายอื่นๆ จึงตัดสินใจกลับมาต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ ผิด-ถูก ในแผ่นดินบ้านเกิดก็เป็นไปได้




