"รองหน.ปชป." ชี้ถ้าไม่พิจารณาลับหลัง ก็เอาผิด "นักการเมือง-ข้าราชการ" ที่หลบหนีไม่ได้สักที
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คิดว่าการพิจารณาคดีความอาญาโดยทั่วไป ก็ต้องพิจารณาต่อหน้าจำเลย เพื่อให้จำเลยต่อสู้คดีอย่างชอบธรรม สำหรับการดำเนินคดีทางการเมืองที่ผ่านมา โดยเฉพาะการดำเนินการเกี่ยวกับการทุจริตของนักการเมือง ด้วยการพิจารณาเหมือนคดีอาญาโดยทั่วไป มักไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการที่จะเอานักการเมืองมาลงโทษ
ด้วยเหตุนี้ในช่วงที่ผ่านมาจึงได้ตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขึ้นมา ทำให้การดำเนินประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่ยังมีนักการเมืองบางส่วน ไม่เฉพาะนายทักษิณ ชินวัตร ที่ยังหลบหนีคดีความต่างๆ ทำให้ไม่สามารถเอาผิดกับคนเหล่านี้ได้ เพราะคดีนักการเมืองส่วนมากเป็นคดีที่ได้มีการเตรียมการ และวางแผนที่จะกระทำความผิด ซึ่งการวางแผนต่างๆ ก็พร้อมที่ทำตัวเองให้พ้นผิดด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล นักการเมืองที่มีความผิดแล้วหลบหนีไม่ยอมมาต่อสู้คดีในศาลด้วยตัวเอง ก็ใช้อิทธิพลที่มีอยู่ในอดีต ใช้อำนาจเงินหลบคดีไปจนกว่าจะหมดอายุความ
นายองอาจกล่าวต่อไปว่า ถ้าเราใช้กฎหมายอาญาปกติโดยทั่วไป คงไม่สามารถเอาผิดนักการเมืองที่มีอิทธิพลเหล่านี้ได้ การออกกฎหมายเพื่อจะพิจารณาคดี ทุจริตหรือคดีความต่างๆของนักการเมืองที่มีอิทธิพลลับหลัง จึงไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิ์ หรือผิดหลักสากลแต่อย่างใด เพราะจำเลยสามารถแต่งตั้งทนายความมารักษาสิทธิของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เพราะถ้าเราไม่แก้ไขให้สามารถพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ ก็คงเป็นการยากที่จะเอาผิดนักการเมืองที่มีอิทธิพลทั้งหลายได้ ดังนั้นการดำเนินการอย่างนี้จะทำให้นักการเมืองที่คิดทุจริตคงต้องไตร่ตรองมากขึ้น คงไม่สามารถใช้เงินใช้ทองจากการทุจริต แล้วหลบหนี้ไปใช้ชีวิตเสวยสุขได้อีกต่อไป เพราะถึงแม้จะหลบหนีไปคดีของตัวเองก็ยังถูกพิจารณาต่อไปได้
“นอกเหนือจากเอาผิดนักการเมืองแล้ว ถ้าเป็นไปได้เรื่องคดีเกี่ยวกับการทุจริตอยากให้ครอบคลุมถึงข้าราชการที่มีส่วนกระทำการทุจริตแล้วหลบหนีไป ให้ถูกพิจารณาคดีความเหมือนกับนักการเมือง ที่สามารถพิจารณาคดีลับหลังได้ เพราะตอนหลังมักจะเห็นว่ามีข้าราชการจำนวนมาก ที่ทุจริตและใช้วิธีการหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ จนไม่สามารถพิจารณาคดีได้ ซึ่งในร่างพ.ร.บ.นี้หากใครเห็นว่ามีอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็อาจดำเนินการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ แต่ส่วนตัวตนเห็นว่าไม่น่ามีอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” นายองอาจกล่าว





