วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลั่นเอาจริงปราบนายทุนรุกป่าปลูกยาง ยึดคืน5แสนไร่จาก3ล้านไร่

ยึดคืน5แสนไร่จาก3ล้านไร่! ทหารสนธิกำลัง6หน่วยงาน ลั่นเอาจริงปราบ "นายทุน" บุกรุกป่าปลูกยาง วอนปชช.อย่าตกเป็นเครื่องมือกลุ่มนายทุน

พ.อ.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้เปิดเผยว่า จากแผนพลิกฟื้นผืนป่าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน จากเดิมมีผืนป่าประมาณ 102 ล้านไร่ จะพลิกฟื้นผืนป่าให้เป็น 128 ล้านไร่ ในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งในปัจจุบันสามารถยึดคืนผืนป่าได้ 5 แสนไร่เศษ และที่อยู่ในระหว่างดำเนินคดีอีกจำนวนหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังได้ตรวจสอบพบว่ามีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ได้ถูกบุกรุกปลูกยางพาราเป็นจำนวนมากถึง 3.09 ล้านไร่ แยกเป็น ภาคเหนือ จำนวน 367,300 ไร่ , ภาคกลาง จำนวน 469,300 ไร่ , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 715,300 ไร่ และภาคใต้ จำนวน 1,547,500 ไร่

โฆษก กอ.รมน. กล่าวต่อว่า ทาง กอ.รมน. ได้ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , กอ.รมน.จังหวัด , กองกำลังรักษาความสงบจังหวัด , ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ได้บูรณาการร่วมกันปฏิบัติการเพื่อหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และเพื่อการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มนายทุนที่บุกรุกผืนป่าปลูกยางพารา โดยจะมุ่งเน้นในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ,2 และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งได้กำหนดลักษณะพื้นที่เป้าหมายและวิธีดำเนินการ

ประกอบด้วย1.เจ้าของสวนยางพาราเป็นของนายทุน, กลุ่มทุนหรือผู้มีอิทธิพล 2.เป็นพื้นที่ครอบครองโดยผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และไม่อยู่ในเงื่อนไขการผ่อนผันให้ครอบครอง 3.เป็นพื้นที่บุกรุกหลังปี พ.ศ.2545 (มติ ครม. 30 มิ.ย.41) หรือเป็นพื้นที่ถูกบุกรุกก่อนและเปลี่ยนมือผู้ถือครอง 4. เป็นพื้นที่ที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี และ 5.เป็นพื้นที่ที่ดำเนินคดีไปแล้ว แต่มีการกระทำผิดซ้ำ หรือเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนมือผู้ครอบครองสำหรับลักษณะของนายทุน ,กลุ่มทุน หรือผู้มีอิทธิพล มีข้อพิจารณาได้จาก พื้นที่บุกรุกตั้งแต่ 25 ไร่ขึ้นไป , พื้นที่บุกรุกน้อยกว่า 25 ไร่ แต่มีรูปแบบการดำเนินการในลักษณะกลุ่มทุนจากต่างถิ่น , เป็นเจ้าของพื้นที่บุกรุกจำนวนหลายแปลง , เป็นนายทุนต่างถิ่นที่มาจ้างแรงงานในพื้นที่หรือคนท้องถิ่นให้ดำเนินการแทน , เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และมีการจัดการที่มีการลงทุนสูงเชิงธุรกิจ และประชาชนในพื้นที่หรือผู้นำท้องถิ่นยืนยันว่าเจ้าของเป็นคนต่างถิ่นและไม่ใช่ผู้ยากไร้

“กอ.รมน.จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และขอความร่วมแรงร่วมใจจากคนไทยทุกคน ในการร่วมกันอนุรักษ์ ดูแล รักษาป่า และอย่าได้ตกเป็นเครื่องมือหรือกลไกของกลุ่มนายทุนในการบุกรุกผืนป่า ขอให้ทุกคนผนึกกำลังร่วมกันแก้ไขปัญหา ร่วมกันพลิกฟื้นผืนป่า เพื่อไม่ให้พื้นที่ป่า 102 ล้านไร่ที่เหลืออยู่นี้ กลายเป็น “ป่าผืนสุดท้าย” และค่อยๆ หดหายไปจนไม่เหลือแม้ต้นไม้สักต้นเดียว” พ.อ.พีรวีชฌ์ กล่าว