วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ป.ป.ช. ค้านตั้ง 'ส.ป.อ.' ปราบทุจริตเอกชน เหตุซ้ำซ้อน

ป.ป.ช. ค้านข้อเสนอ "กมธ.พาณิชย์ สนช." ตั้ง "ส.ป.อ." ปราบทุจริตภาคเอกชน เหตุซ้ำซ้อนไม่คุ้มงบประมาณ ด้าน "สิงห์ศึก" ขอป.ป.ช. รับเป็นเจ้าภาพเพิ่มอำนาจจัดการทุจริตเอกชน

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาและรับทราบผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรื่อง การส่งเสริมสนับสนุนธรรมาภิบาล และการป้องกันปราบปรามการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชน โดยที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 รับทราบผลการพิจารณาตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ

นายกิตติ ลิ้มพงษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้แจงว่า เห็นด้วยกับหลักการของรายงานฉบับนี้ ที่มีเจตนารมณ์ที่ดีกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชน แต่หน่วยงานส่วนใหญ่ ยกเว้นกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างของรูปแบบสมมติฐานในการกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมสนับสนุนธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชน หรือคณะกรรมการ ส.ป.อ. รวมถึงการจัดตั้งศูนย์อำนวยการคณะกรรมการ ส.ป.อ. เนื่องจากเห็นว่า ปัจจุบันมีสำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทั้งในภาครัฐและเอกชน ประกอบกับมีกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่มีมาตรการฐานส่งเสริมสนับสนุนการป้องกันปราบปรามการทุจริตอยู่แล้ว หากจะมีการจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าวที่มีอำนาจหน้าที่ซ้ำซ้อนและไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรหรืองบประมาณในการดำเนินการ

ด้าน พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร สนช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน กล่าวว่า จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ พบว่า การทุจริตนั้นสามารถเกิดได้จากข้าราชการ นักการเมือง และภาคเอกชน แต่ข้าราชการ และนักการเมือง มี ป.ป.ช. ป.ป.ท. ดูแลเรื่องการทุจริต เมื่อหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการป้องกันการทุจริต เห็นด้วยกับหลักการของกฎหมายนี้ออกมา แต่ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งองค์กรใหม่ ทางคณะกรรมาธิการฯ จึงอยากให้ ป.ป.ช. รับเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ได้หรือไม่ โดยการเพิ่มอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับดูแลการทุจริตในภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ขณะที่ พล.อ.ดนัย มีชูเวท สมาชิก สนช. กล่าวเสริมว่า แม้ว่าจะให้เหตุผลว่า การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ทำให้เสียงบประมาณและทำงานซ้ำซ้อนกัน แต่ ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ก.ล.ต. ยังมีการทำงานแยกกันอยู่ ดังนั้น จะทำอย่างไรให้มีการประสานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการบูรณาการปราบปรามและป้องกันการทุจริตที่เกิดจากภาครัฐ ภาคการเมือง และภาคเอกชน หรือจะดำเนินการอย่างไรให้ไปตามมาตรฐานนี้โดยไม่ต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่
นายกิตติ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า บทสรุปทุกหน่วยเห็นชอบตรงกันให้มีกฎหมาย แต่ในส่วนที่มีปัญหาคือกระบวนการจัดการของหน่วยงาน ขณะนี้ป.ป.ป.เองก็ได้มีการปรับแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 3 และเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 4 ที่เพิ่มเกี่ยวกับภาคเอกชนในบางส่วน แต่การที่จะให้ป.ป.ช.รับผิดชอบโดยตรงนั้นจะรับความเห็นนี้ไปเสนอต่อคณะกรรมการป.ป.ช.เพื่อทราบ เบื้องต้นจากการพูดคุยเห็นตรงกันว่า กฎหมายที่มีอยู่มีความครอบคลุมแล้ว แต่อาจจะขาดในส่วนการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน

จากนั้นที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้รับทราบผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน เรื่อง การส่งเสริมสนับสนุนธรรมาภิบาล และการป้องกันปราบปรามการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชน