วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วัฒนา'ชี้เก็บภาษี'ทักษิณ' ต้องแก้กม.เท่านั้น

"วัฒนา" ถาม "อภินิหารหรืออภิมหาอันธพาล" หลังรัฐจี้เก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ป ชี้ขายในตลาดหุ้นจึงได้รับยกเว้น ลั่นต้องแก้กฎหมายเท่านั้น

นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "อภินิหารหรืออภิมหาอันธพาล" หลังรัฐบาลสั่งให้กรมสรรพากรใช้มาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากรประเมินเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่าหุ้นชินคอร์ป จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ที่นายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวนายทักษิณขายให้กับกองทุนเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์ในราคาหุ้นละ 49.25 บาทนั้นเป็นของนายทักษิณทั้งหมด แต่การจะใช้มาตรา 61 ประเมินเรียกเก็บภาษีจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญ กรณีนี้คือใบหุ้นที่อยู่ในชื่อของนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา ที่ศาลฎีกาเห็นว่าถือไว้แทนนายทักษิณ จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าทรัพย์สินดังกล่าวก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน แต่ธุรกรรมเกี่ยวกับหุ้นชินคอร์ปไม่เคยก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน กล่าวคือครั้งแรกแอมเพิลริชได้ขายหุ้นดังกล่าวให้กับนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาในราคาหุ้นละ 1 บาท ที่หลายฝ่ายเห็นว่าเป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาดจึงสามารถเรียกเก็บภาษีได้ซึ่งคลาดเคลื่อน เพราะหากจะถือว่าหุ้นเป็นสินค้าหรือบริการซึ่งกรมสรรพากรอาจใช้มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากรประเมินภาษีได้นั้น จะต้องประเมินและเรียกเก็บจากผู้ขาย

ทั้งนี้ นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา ที่เป็นผู้ซื้อไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ต่อมาหุ้นดังกล่าวถูกขายให้กับกองทุนเทมาเส็ก แต่เป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์จึงได้รับยกเว้นภาษีอีกเช่นกัน ดังนั้นธุรกรรมทั้งสองครั้งไม่ว่านายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาจะกระทำฐานะส่วนตัวหรือในฐานะตัวแทนของนายทักษิณก็ไม่ต่างกัน เพราะไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีทั้ง 2 ธุรกรรม หากพิจารณาเรื่องนี้ตามกฎหมายบนหลักนิติธรรม ไม่ว่าจะใช้อภินิหารขนาดไหนก็ไม่อาจใช้มาตรา 61 มาประเมินภาษีได้เพราะไม่มีภาระภาษีเกิดขึ้น เนื่องจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปทั้ง 2 ครั้งไม่ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน วิธีเดียวที่จะทำได้ใช้อำนาจคือแก้ไขกฎหมายเพื่อเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ แต่ไม่ใช่อภินิหารของกฎหมายและไม่จำเป็นต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนถึงเมืองนอกเพราะสำนักทรงเจ้าเข้าทรงก็สอนได้