เปิดภาพถ่ายทางอากาศ แฉ 'ธรรมกาย' วางยุทธวิธีทางทหาร

"ดีเอสไอ" เปิดภาพถ่ายทางอากาศ แฉ "ธรรมกาย" วางยุทธวิธีทางทหารขวางปฏิบัติการค้นวัด พบวางถังน้ำมันเป็นแนวยาวข้างอาคารบุญรักษา
พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฎิบัติการพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชี้แจงการเข้าตรวจค้นพื้นที่โซนดี ของวัดพระธรรมกาย พร้อมเปิดภาพจากกล้องบันทึกภาพ ว่าจากการตรวจค้นในโซนดีซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกับโซนเอพบว่ามีพระภิกษุไปอยู่จำนวนมากรวมถึงพบมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนตลอดเวลา ซึ่งเจ้าคณะอำเภอคลองหลวงและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้เข้าตรวจสอบกลับพบมีพระภิกษุให้ผ้าปิดบังใบหน้าต่อต้านการเข้าตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ในวันนี้
ขณะที่ภาพถ่ายทางอากาศที่ดีเอสไอให้โดรนบินบริเวณดังกล่าว พบว่าด้านข้างอาคารบุญรักษามีการขุดคูคลองลึก 5 คลอง มีขนาดกว้างใหญ่และปล่อยน้ำเข้าไปภายในคลอง โดยเป็นการใช้เครื่องจักรขุด และนำดินมาขวางกันบุคคลไม่ให้ผ่านเข้าไปภายใน อีกทั้งยังพบรถแบ๊คโฮกำลังทำงานอยู่ นอกจากนี้ยังพบแนวท่อปูนเป็นทางยาว และถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จำนวน 18 ถัง เว้นระยะห่างเท่า ๆ กันโดยนำกระสอบทรายมาปิดบนฝาถังไว้ซึ่งดีเอสไออยากพิสูจน์ทราบว่าภายในถังเป็นน้ำมันหรือไม่ เพราะหากเป็นถังน้ำมันนั้นจะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นอันตราย จึงต้องการเข้าไปพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่ถูกต่อต้านจากกลุ่มพระภิกษุดังกล่าว
พ.ต.อ.ทรงศักดิ์. รักศักดิ์สกุล. รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปผลปฏิบัติการตรวจค้นวัดพระธรรมกายว่า จากการตรวจพบแนวสกัดซึ่งเป็นยุทธวิธีทางทหารทำให้เจ้าหน้าที่ต้องร่วมกันประชุมปรับแผนการตรวจค้นต่อไป ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเมื่อเกิดการขัดขวางจะต้องใช้กำลัง อาวุธเข้าปราบปราม ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานโดยไม่พกอาวุธ ส่วนกรณีที่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ากรณีวัดธรรมกายใกล้จบแล้วนั้น ผบ.ตร.คงมีข้อมูลของท่าน แต่ดีเอสไอ ในฐานฝ่ายปฏิบัติ จะต้องประเมินสถานการณ์ วันต่อวัน แต่สถานการณ์ตอนนี้เวลาลดสั้นลงแล้ว ซึ่งที่ประชุมจะกำหนดกรอบเวลาให้สั้นที่สุด แต่ยังตอบไม่ได้ว่าปฏิบัติการจะจบลงภายในวันเวลาใด สำหรับพระสนิทวงศ์ที่ผ่านมาทำกิจกรรม อย่างต่อเนื่อง ดีเอสไอไออยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อแจ้งข้อหาตามมาตรา 116 ขณะนี้ข้อมูลการข่าวเชื่อว่าพระสนิทวงศ์ยังอยู่ในวัดธรรมกายสำหรับความคืบหน้าในการเรียกบุคคลเข้ามารายงานตัวเพิ่มเติม ข้อมูล จากเมื่อว้นที่ 5 มี.ค. มีการเรียกบุคคลเข้ามารายงานตัว 71 คน ล่าสุดได้เรียกบุคคลเข้ามารายงานตัวเพิ่มอีก. 91 คน รวมทั้งหมดกว่า 200 คน
พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ.) ในฐานะรองผอ.กองอำนายการร่วม ได้ลงนามในคำสั่งที่ 17/2560 เรื่องให้บุคคลออกไปจากบริเวณพื้นที่ควบคุมและให้งดเว้นการกระทำ โดยระบุว่าตามที่ดีเอสไออยู่ระหว่างดำเนินการตรวจค้นวัดพระธรรมกายและพื้นที่โดยรอบเพื่อจับกุมตัวพระธัมมชโยตามที่ข้อมูลน่าเชื่อว่าหลบซ่อนอยู่ในบริเวณวัดธรรมกายและพื้นที่โดยรอบ
ทั้งนี้คสช.มีคำสั่งให้วัดธรรมกาย พื้นที่โดยรอบ รวมถึงพื้นที่หมู่ 7 ,8,9,10,11 ,12,13 ในต.คลองสอง หมู่7,8,9,10และ 11 ในต.คลองสาม อ.คลองหลวง ปทุมธานีเป็นพื้นที่ควบคุม จากการตรวจการณ์ทางอากาศพบว่าบริเวณที่ดินว่างเปล่า ติดกับแนวรั้ววัดธรรมกายด้านทิศเหนือตลอดแนว มีการกางเต้นท์ที่พักของพระสงฆ์และมีบุคคลแต่งกายคล้ายพระสงฆ์และสามเณรอยู่เป็นจำนวนมาก และตรวจพบการขุดดินให้เป็นคูกว้าง ตามแนวขวางของที่ดินตั้งฉากกับแนวรั้ววัด จำนวน 4 แนวและปล่อยน้ำเข้าคู่น้ำดังกล่าว อันมีลักษณะการปรับพื้นที่คล้ายการสร้างเครื่องกีดขวางทางการทหาร และยังตรวจพบถังบรรจุน้ำมันขนาด 2,000 ลิตรจำนวนมากวางในบริเวณดังกล่าว และอาจมีน้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถนำมาใช้ในการรบหรือทางยุทธวิธีอีนจะเป็นอันตรายต่อเจ้าพนักงาน และเป็นการรบกวนขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นวัดธรรมกาย ประกอบกับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีมีคำสั่งให้พระสงฆ์และสามเณรกลับไปปฏิบัติศาสนกิจยังต้นสังกัดของตน จึงไม่มีเหตุผลอันควรที่พระสงฆ์และสามเณรจะอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
"ดีเอสไอจึงอาศัยอำนาจคำสั่งหัวหน้าคสช.สั่งให้บุคคลออกจากพื้นที่ควบคุมบริเวณที่ดินว่างเปล่าด้านทิศเหนือของเขตวัดธรรมกาย ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยจะกล่าวโทษดำเนินคดีที่สภ.คลองหลวง"







