วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประยุทธ์' แจงใช้ม.44 เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

"พล.อ.ประยุทธ์" แจงใช้ม.44 เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ลั่นไม่รังแกพระวัดพระธรรมกาย ซัดบางกลุ่มใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย หวั่นมือที่สามจ้องก่อเหตุ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ถึงการออกประกาศมาตรา 44 ว่า กรณีมาตรา 44 ก็มีคนพูดกันมากมาย วิพากษ์วิจารณ์กันทั้งดีและไม่ดี ตลอดจนคำสั่งคสช.ต่างๆ ก็อยากให้เข้าใจตรงกันว่าเป็นเพียงกฎหมายชนิดหนึ่ง เหมือนกับกฎหมายอื่น ที่ออกมาใช้เพียงเพื่อจะปลดล็อคอุปสรรคด้านกฎระเบียบต่างๆที่ไม่ทันสมัย เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน หรือให้การดำเนินการต่างๆได้อย่างรวดเร็วขึ้น รวมทั้งระงับข้อขัดแย้งในกฎหมายหลายฉบับ ที่อาจจะมีผลต่อการทำงาน ที่เป็นการแก้ไข เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศ การเดินหน้าประเทศ มีความต่อเนื่องและต้องเป็นการกระทำโดยสุจริตของเจ้าหน้าที่ด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังต้องใช้ในการแก้ปัญหาความมั่นคง เพราะว่ามีหลายคน หลายประเภท หลายพวก ที่ไม่ค่อยชอบปฏิบัติตามกฎหมายปกติ กฎหมายอะไรก็ไม่ทำสักอย่าง ตนก็ไม่ทราบจะทำยังไงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่อยากให้มาโทษมาตรา 44 ถ้าไม่ทำความผิด มาตราไหน ก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้นตัวอย่างที่เราใช้ไปแล้วงานที่คั่งค้างในอดีต รัฐบาลนี้เข้ามาก็เข้าไปแก้ไขในทันทีที่ทำได้ รวมถึงใช้มาตรา44ผลักดันกฎหมายเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติ อาจจะต้องใช้เวลานาน พิจารณากัน 3 วาระ บางทีเป็นเดือน หลายเดือน รัฐบาลนี้ได้ผลักดันกฎหมายทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการแล้วกว่า 500ฉบับไม่นับรวมการแก้ไขระเบียบ กฎ ข้อบังคับอื่นถ้าเราไม่ทำปล่อยปละละเลย ไม่กำกับดูแล ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าราชการอย่างเดียว การทำงานก็มีแต่ปัญหาติดขัดไปหมดไม่ทันเหตุการณ์

ส่วนกรณีธรรมกาย ตนก็ไม่ได้หมายความว่าจะเอามาตรา 44 มารังแกพระ รังแกพุทธศาสนา ไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย ตนเป็นไทยพุทธ ครอบครัวผมก็ไทยพุทธ แต่ตนมีหน้าที่ในการดูแลทุกศาสนาที่อยู่ในประเทศไทย ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องออกมาตรา 44 เกี่ยวกับเรื่องกรณีนี้ เนื่องจากกฎหมายทุกกฎหมายไม่ได้รับการยอมรับเลย จากคนบางกลุ่มบางพวก ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายกระทำความผิด แล้วไม่ยอมรับอำนาจรัฐ ทับซ้อนอำนาจรัฐ ใช้กฎหมู่ใช้คนจำนวนมากไม่เคารพ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ปกติ แล้วก็มีการผิดวินัยสงฆ์เข้าไปด้วย

“วันนี้ถึงแม้ว่าจะใช้มาตรา 44 ก็ยังมีการต่อต้านดึงดันฝ่าฝืนไม่ยอมรับกันอีก เจ้าหน้าที่เขาก็ทำงานลำบาก วันนี้ก็เห็นว่าเจ้าหน้าที่เขาก็เหน็ดเหนื่อย ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง มีการสร้างภาพเจ้าหน้าที่ทำร้ายประชาชน การรักองค์กร ไม่ว่าองค์กรใดก็ตามเป็นสิ่งที่ดีผมเคารพ แต่ต้องรักในทางที่ถูกขจัดคนไม่ดีในองค์กรออกไป โดยให้กระบวนการยุติธรรม หรือกฎหมายตัดสิน บ้านเมืองมีขื่อมีแป ไม่มีใครจะสามารถอยู่เหนือกฎหมายได้ คดีความก็คงต้องเดินหน้าต่อไปทุกคดี สังคมก็กำลังรอคำตอบอยู่ ต้องการเห็นความโปร่งใส กฎหมายหลายฉบับที่มีอยู่แล้วบังคับใช้ไม่ได้ ก็เลยจำเป็นต้องใช้มาตรา 44” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็เห็นใจเจ้าหน้าที่เขาด้วย หลายหน่วยงานเขาก็ไปทำงาน เขามีความเสี่ยง เขาเสี่ยงอยู่ท่ามกลางคนจำนวนมาก ความรุนแรงพร้อมจะเกิดขึ้นตลอดเวลา อาจจะมีบุคคลที่ 3 หรือ 4 อะไรก็แล้วแต่เข้ามา เพราะถ้ามีรุนแรงเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่เขาก็มีครอบครัวมีลูกเมียที่ต้องรับผิดชอบ คนที่รักของเขาเหมือนกัน ถ้าเขาไม่ปลอดภัยขึ้นมา เขาถูกกระทบกระทั่ง ท้ายที่สุดก็บานปลายไปสู่การใช้กำลังกัน แล้วจะทำอย่างไร ไม่เห็นใจเขาหรือเจ้าหน้าที่

“พอเขาไม่ทำก็ไปว่าเขา พอเขาทำก็ไม่ได้อีก แล้วจะอยู่กันยังไง เพราะฉะนั้นผมต้องทำ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เขามีความมั่นใจในการทำงาน มีความรู้สึกปลอดภัย เพราะว่าถ้าเขาประสบอันตรายขึ้นมา ใครรับผิดชอบเขาได้แล้วลูกเมีย ใครจะเลี้ยงดูเขา ผมก็ต้องปกป้องดูแลเขาตามสมควร เพราะฉะนั้นไม่อยากให้ทุกคนมองเจ้าหน้าที่เป็นจำเลยสังคมที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้มาหลายครั้งแล้ว เจ้าหน้าที่ก็เป็นจำเลยทุกครั้ง ขณะเดียวกันต้องกลับไปมองว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ถึงจะต้องใช้กฎหมายเข้ามาปฏิบัติ วันนี้อย่าให้ข้าราชการเขาลำบาก เขาสามารถใช้กฎหมายปกติได้ทุกอันใช้กำลัง ใช้อาวุธได้ ในกรณีที่มีอาวุธต่อสู้เจ้าหน้าที่ วันนี้ก็ไม่ได้ใช้สักอย่าง เจ้าหน้าที่ทุกคนไม่มีอาวุธทั้งสิ้นก็ถูกผลักถูกดัน เขาอดทน เพราะผมเห็นรอยยิ้ม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ตนขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกคนไม่ว่าจะตำรวจ DSI ทหาร ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ทุกคนที่เข้ามาช่วยกันแก้ปัญหาตรงนี้ แต่ประเด็นสำคัญก็คือผู้ที่ทำให้เกิดปัญหาไม่ยอมร่วมมือ แล้วก็มีคนหมู่มากซึ่งอาศัยแรงศรัทธาของเขานี่มาชักจูง ทำให้ปัญหาแก้ได้ยากขึ้นไปอีกเรื่อยๆ วันนี้เราไม่อยากใช้ในเรื่องของเครื่องมืออุปกรณ์ ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย การควบคุมฝูงชน หรือในเรื่องของพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ เพราะเราพยายามอย่างเต็มที่ที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยให้มากที่สุด ทุกคนต้องอยู่ด้วยกันให้ได้นะครับ ถ้าเรายังสู้กันอยู่แบบนี้ วันหน้าก็เป็นอย่างนี้ เพราะเป็นตัวอย่าง เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีที่คนทั่วๆไปเห็นเขาก็รู้สึกไม่ดี เจ้าหน้าที่ก็รู้สึกไม่ดี

“ทำไมเราไม่หยุดเสียล่ะ หยุดซะวันนี้ ถ้าหยุดเมื่อไร มอบตัวกันทันทีให้เข้าไปบริหารจัดการให้โปร่งใส มาตรา 44 ก็ยกเลิกได้เมื่อนั้น เพราะเรียกร้องมา ขณะเดียวกันก็ยังผิดกฎหมายอยู่ ประเทศไหนเขาทำกันบ้าง เราก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย รักษาความปลอดภัย ชีวิตละทรัพย์สินของทุกคน มาตรการต่างๆจะเห็นว่าจากเบาไปหาหนัก ผ่อนหนัก ผ่อนเบา มีการพูดคุย ไม่ให้บานปลาย ไม่ให้มีการปะทะ คุยแล้วคุยอีก ก็ไม่สำเร็จสักที แล้วก็มีการต่อต้านที่ไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ขอให้กระบวนการยุติธรรมตัดสินให้เจ้าหน้าที่เขาทำงาน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนไม่อยากให้ภาพต่างๆ เหล่านี้ออกไปต่างประเทศ สื่อทุกคนก็เห็นว่าอะไรคือถูก อะไรคือผิด แต่ก็พยายามที่จะขยายภาพ ขยายข่าว ขยายอะไรไปเรื่อยๆ ท่านคำนึงหรือไม่ครับว่าต่างประเทศเขามองว่ายังไง เขาก็มองกลายเป็นว่าเหมือนเราไปรังแกพระ รังแกพระพุทธศาสนา แล้วเกิดอะไรขึ้นดีกับประเทศไทยไหม ตนอยากจะถามท่าน ก็เหมือนทุกครั้งท่านไม่คำนึงเลยว่าจะเกิดอะไรมาในอนาคต เพราะท่านไม่ต้องรับผิดชอบ รัฐบาล เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ คิดอยู่แค่นี้ จึงต้องทบทวนว่าอะไรคือปัญหา แล้ววันนี้เขาทำอะไรกันอยู่อย่าทำแต่เพียงหาข่าว ให้ข่าว ขยายข่าว แต่เพียงอย่างเดียว ขอให้ชักจูงซิครับให้คนกลับบ้าน ให้มามอบตัว ต่อสู้คดีนั่นแหละเป็นวิธีการที่ถูกต้องที่สุด สื่อต้องช่วยแบบนี้ เขาเรียกว่าจรรยาบรรณ ไม่ต้องควบคุมกันถ้าแบบนี้ไม่ต้องใช้มาตร 44 ไม่ต้องมีกฎหมายควบคุมสื่อด้วยซ้ำไป

“ผมอยากให้สติแก่สังคมในวันนี้ให้มีความอดทน อดกลั้นอย่างที่สุด เอาอะไรมาเป็นหลักคิด หลักธรรม หลักปฏิบัติ ให้ได้ ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา ผมไม่อยากใช้มาตรการที่หนัก หรือรุนแรง ใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ วันนี้กำลังใช้กฎหมายปกติอยู่ด้วยนะครับ กฎหมายมาตรา 44 ตีกรอบเฉยๆ แต่วันนี้เจ้าหน้าที่ถูกกระทำมากไปเรื่อยๆ การที่รุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ ถูกผลัก ถูกดัน แล้วก็กลายเป็นว่า รังแกพระ รังแกประชาชน ก็แปลกดี ไม่เข้าใจว่าโซเชียลมีเดีย สื่อหลายฉบับ พาดพิงโจมตีมาผม มาผมไปเปลี่ยนศาสนา โน่น จะยึดที่คิดได้ยังไง เพราะฉะนั้นถ้ามีคนเชื่อผมก็จนใจ คนที่จะเชื่อเรื่องแบบนี้ คนเขียนนี่สติไม่มีอยู่แล้ว ขอโทษผมไม่อยากจะว่าเขียนอะไรก็ได้ให้คนปั่นป่วน ให้คนทะเลาะเบาะแว้งกันไปเรื่องไม่รับผิดชอบสักอย่าง ผมอยากให้ทุกคนพยายามเข้าใจในกฎหมายและก็ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เขาทำงานด้วย เขาได้กลับบ้านไปดูแลลูกเมียเขา รถก็ไม่ติด ทุกคนก็ไม่อันตราย แล้วก็ประชาคมโลกเขาก็เข้าใจเรา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว