วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สามารถ' ชม 'ประยุทธ์' กล้าผ่าตัด ร.ฟ.ท.

"สามารถ" ชม "นายกฯ" กล้าผ่าตัด ร.ฟ.ท. แนะบอร์ดและผู้ว่าฯใหม่ รื้อเครื่องระบบการทำงาน

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์”ว่า ดีใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กระตือรือร้นเอาจริงที่จะทำให้การประมูลจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใส เป็นธรรม โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างในการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ที่ขณะนี้มีการประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 5 โครงการ และตนเห็นด้วยที่รัฐบาลมุ่งมั่นจะก่อสร้างรถไฟทางคู่ ขนาดรางกว้าง 1 เมตร ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย เพราะจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง หลังจากตนเปิดเผยความไม่ชอบมาพากลในการประมูลก่อสร้างรถไฟทางคู่หลายบทความตั้งแต่ ธ.ค. 59 ตั้งแต่การซื้อซองเอกสารประกวดราคาระหว่างวันที่ 4 ธ.ค. 59 - 6 ม.ค. 60 จนถึงวันก่อนยื่นเอกสารประกวดราคาในวันที่ 3 ก.พ. 60 แต่ร.ฟ.ท.เลื่อนการประกาศผลโดยไม่มีกำหนด ทราบว่าเหตุที่ต้องเลื่อน เพราะมีความพยายามที่จะทำให้ผู้รับเหมาขนาดกลางที่เข้ายื่นซองด้วย ซึ่งมีอยู่ 2 กลุ่ม มีคุณสมบัติไม่ครบ ไม่สามารถเข้าเสนอราคาได้ จากกลุ่มผู้รับเหมายื่นเอกสารประกวดราคาทั้งหมด 7 กลุ่ม แต่มีโครงการอยู่ 5 โครงการ จึงต้องทำให้ผู้รับเหมาขนาดกลาง 2 กลุ่ม หมดสิทธิ์เข้าเสนอราคาก็จะเหลือผู้รับเหมาขนาดใหญ่ 5 กลุ่มเท่ากับจำนวนโครงการ แต่ถ้าปล่อยให้ผู้รับเหมาขนาดกลางเข้าเสนอราคาเพื่อแข่งขันกับผู้รับเหมาขนาดใหญ่ได้ ก็อาจจะทำให้ผู้รับเหมาขนาดใหญ่แพ้ประมูล หรือไม่ได้งาน  

นายสามารถ ระบุอีกว่า ในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 11/2560 ขึ้นมาเมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการประมูลก่อสร้างรถไฟทางคู่ หากคณะกรรมการฯ จะทบทวนการประมูลดังนี้ 1.ทบทวนราคากลางของทั้ง 5 โครงการ ให้ละเอียดรอบคอบทุกรายการ เพราะมีบางรายการที่ ร.ฟ.ท.กำหนดราคากลางสูงเกินความเป็นจริง เช่น ราคาเหล็กรางรถไฟ ซึ่ง ร.ฟ.ท.กำหนดราคากลางไว้ที่ 37,143 บาทต่อตัน ในขณะที่ผู้รับเหมาสามารถซื้อได้ในราคาประมาณ 21,600 บาทต่อตันเท่านั้น คือ ต่ำกว่าราคากลางถึง 72% เมื่อตัวเลขส่วนต่างสูงเช่นนี้ ทำให้ผมเชื่อว่า จะต้องมีราคากลางอีกหลายรายการที่ตั้งราคาไว้สูงเกินจริง หากคณะกรรมการฯ ทำการตรวจสอบจริงจังก็จะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศได้จำนวนมาก เพราะ ร.ฟ.ท.จะต้องก่อสร้างรถไฟทางคู่อีกหลายโครงการ 2.แบ่งงานก่อสร้างออกเป็นหลายตอน โดยให้งานแต่ละตอนมีมูลค่าโครงการประมาณ 5,500 ล้านบาท เพื่อให้ผู้รับเหมาขนาดกลางสามารถเข้าแข่งขันกับผู้รับเหมาขนาดใหญ่ได้ ซึ่งจะทำให้ค่าก่อสร้างถูกลง ช่วยชาติประหยัดงบ โดยให้คณะกรรมการชุดนี้การกำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างตามคำสั่งประกาศ คสช. ทั้งนี้ในการประมูลก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั้ง 5 โครงการ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีการแบ่งงานก่อสร้างออกเป็นตอนๆ ทำให้แต่ละโครงการมีวงเงินสูงกว่า 10,000 ล้านบาททุกโครงการ 3.ทบทวนข้อกำหนดของผู้ว่าจ้างหรือ ทีโออาร์ รวมทั้งข้อกำหนดทางเทคนิค หรือสเปกให้มีความเป็นธรรม ไม่มีการล็อกสเปกให้ผู้รับเหมาหรือผู้ผลิตรายหนึ่งรายใด ซึ่งจะทำให้มีการแข่งขันกันอย่างจริงจัง ส่งผลให้ประหยัดงบประมาณได้ ดังนั้น แม้ว่า ร.ฟ.ท.จะได้ประธานบอร์ดคนใหม่ไปแล้ว และกำลังจะมีผู้ว่าการฯ คนใหม่ แต่หากไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานแบบเดิมๆ ร.ฟ.ท. ก็จะยังคงเป็นแดนสนธยาเช่นเดิม