“รบ.” หนุนไทยเป็น “ศูนย์กลางทางการแพทย์” 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปพระราชทาน“รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล”ประจำปี 2559 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีผู้ได้รับพระราชทานรางวัล 2 ราย จากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งสิ้น 59 ราย จาก 24 ประเทศ ดังนี้1. สาขาการแพทย์ ได้แก่ เซอร์ เกร-กอ-รี พอล วินเทอร์ คณบดีวิทยาลัยทรินิตี้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร เป็นนักชีวเคมีระดับชั้นนำของโลก ที่ได้ริเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีในการสร้างและดัดแปลงโมเลกุลของแอนติบอดี้ ให้มีประสิทธิภาพสูงและลดความเป็นสิ่งแปลกปลอมลง นำไปสู่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความก้าวหน้าในการพัฒนา“ยากลุ่มใหม่”ที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรค ที่เดิมรักษาได้ยากและมีผลข้างเคียงสูง เช่น กลุ่มภูมิคุ้มกัน โรครูมาตอยด์ และโรคมะเร็ง ตลอดจนก่อให้เกิดการพัฒนายาใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นับเป็นคุณประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของผู้ป่วยนับร้อยล้านคนทั่วโลกและ 2.สาขาสาธารณสุข ได้แก่ ศ.นพ.วลาดีเมียร์ ฮา-ชิน-สกี ศาสตราจารย์พิศิษฐ์ มหาวิทยาลัยเวสเทอร์น ออนตาริโอ ประเทศแคนาดา เป็นผู้นำในด้านโรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองเสื่อมจากปัญหาหลอดเลือด ผลงานของเขานอกจากจะช่วยชีวิตผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก แล้วยังสามารถป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อมและความจำเสื่อมได้อีกด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลนี้ เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็น“พระราชานุสรณ์”แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก“พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน”และ“พระบิดาแห่งการสาธารณสุขไทย”ทั้งนี้ นอกจากจะแสดงถึงพระวิสัยทัศน์ยาวไกล ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะในวงการแพทย์
“รัฐบาลนี้ได้มีนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น“ศูนย์กลางทางการแพทย์”รวมทั้งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามนโยบาย“ไทยแลนด์ 4.0”แล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังทรงเป็นแบบอย่างที่ดี แก่นักวิจัยไทย ในทุกๆ สาขาวิชาชีพ โดยได้ทรงประดิษฐ์คิดค้น“เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอยน้ำ”หรือที่เรียกว่า“กังหันน้ำชัยพัฒนา”เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำเสีย ด้วยการใช้เครื่องกลอย่างง่ายในการเติมอากาศ แต่มีประสิทธิภาพสูงในการปรับคุณภาพน้ำ และรักษาสิ่งแวด ล้อมซึ่งต่อมา ทรงได้รับทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2536 นับเป็นพระมหา กษัตริย์“พระองค์แรกของโลก”ที่ทรงคิดค้นและจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ สำหรับแก้ปัญหาสังคมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ดังนั้น เพื่อให้นักประดิษฐ์รุ่นเล็ก–นักเรียน นักศึกษาไปจนถึง นักวิจัยและพัฒนารุ่นใหญ่–มืออาชีพของไทยได้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท รัฐบาลจึงกำหนดให้วันที่ 2 ก.พ.ของทุกปีเป็นวันนักประดิษฐ์ นอกจากนี้ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในฐานะที่ทรงเป็น“พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย”อีกด้วยสำหรับปีนี้งานวันนักประดิษฐ์ และงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์นานาชาติจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–6 กุมภาพันธ์ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน,เยาวชน–นักเรียน–นักศึกษา,นักธุรกิจเอกชน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ,ข้าราชการ, หน่วยงาน รวมทั้งผู้ที่สนใจ ร่วมงานและชมผลงานวิจัย,ผลผลิต,ผลิตภัณฑ์,นวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์–สิ่งสร้างสรรค์ใหม่ๆ สำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างอาชีพ–สร้างรายได้,ด้วยการขยายผลต่อยอดเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ที่สำคัญคือ การนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไปได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ผลงานต่างๆ โดยเฉพาะที่ได้รางวัลนั้น ตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการขึ้น“บัญชีสิ่ง ประดิษฐ์และนวัตกรรมไทย”สำหรับการต่อยอด การสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ ในอนาคต รวมทั้งจดสิทธิบัตร เพื่อเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทุกอย่างต้องทำอย่างมีระเบียบ แบบแผน และเป็นสากล เนื่องจากจะเป็นพื้นฐาน ในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันและการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง ในการนำพาประเทศสู่“ความมั่นคง มั่งคั่งยั่งยืนอีกด้วย





