วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สุทธิชัย'เชื่อร่างกม.คุมสื่อ กระทบเสรีภาพแสดงความเห็น

"สุทธิชัย หยุ่น" เชื่อร่าง กม.คุมสื่อ สร้างผลกระทบเสรีภาพแสดงความเห็น พร้อมปลุกทุกสื่อเคลื่อนไหวชัดเจน ทั้งสื่อหลัก-โซเชียลมีเดียพร้อมกัน

ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยตัวแทน วันที่ 29 ม.ค. 60 ระหว่างการประชุม 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในการแสดงจุดยืนคัดค้านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน...ที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนสปท.

นายสุทธิชัย หยุ่น ที่ปรึกษากองบรรณาธิการเครือเนชั่น กล่าวต่อที่ประชุมตอนหนึ่งว่า ภาพรวมร่างจะให้กำหนดคุณสมบัติของการที่จะมาขอใบอนุญาตสื่อแล้วคุณคิดว่าเขาจะเขียนกันอย่างไรโดยการกำหนดคุณสมบัติอย่างน้อยจบปริญญาตรีด้านไหน มีประสบการณ์อย่างน้อยกี่ปีและประวัติบุคคลมีอะไรอย่างไรบ้างที่จะให้ระบุ ดังนั้นก็จะถูกตีกรอบในกติกาที่ผมเชื่อว่าไม่มีใครทำหน้าที่สื่อได้อย่างถูกต้องและโดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดียอย่างนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะเขียนกฎอะไรก็ตามแต่ที่จะคุมเฉพาะคนบางกลุ่มและที่เหลือคุณคุมไม่ได้ ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่กฎหมายนี้จะออกมาในทางปฏิบัติที่จะทำได้โดยไม่กระทบถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น

ขณะที่นายสุทธิชัย ยังกล่าวถึงแนวทางการแสดงจุดยืนครั้งนี้ด้วยว่าในอดีตของการแสดงออกถึงการต่อต้านปร.42 (ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่42)เราเคยมีการเรียกประชุมใหญ่สมัชชาสื่อมวลชนแห่งชาติทั่วประเทศมาเจอกันที่สมาคมฯนี้โดยมีสัญลักษณ์รูปลิง3ตัว ครั้งนั้นเป็นการแสดงออกที่มีพลังมากที่ทำให้ทั้งประเทศเห็นว่าเป็นเรื่องระดับชาติเป็นผลประโยชน์ของประชาชนเราไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเอง เราจะเน้นตลอดเวลาที่ต่อสู้ไม่ใช่เพื่อเสรีภาพของสื่อแต่เป็นเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นขั้นพื้นฐานและอย่าลืมว่าในรัฐธรรมนูญก็กำหนดเรื่องนี้ไว้ซึ่งเราต้องยันข้อนี้ไว้ว่ารัฐธรรมนูญระบุประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดังนั้นการออกกฎหมายใดๆมาที่ขัดกับรัฐธรรมนูญถือว่าผิด

ขณะที่การเคลื่อนไหวในอดีตหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเขียนบทนำหน้า1ในข้อความเดียวกันตีพิมพ์วันเดียวกันเพื่อให้สังคมรู้สึกตื่นตัวเหมือนกันซึ่งทำให้ผู้มีอำนาจยุคสมัยนั้นเห็นว่าสื่อเอาจริงแล้วโดยในแง่ของความเอาจริงเอาจังในส่วนของการออกแถลงการณ์คงยังไม่เพียงพอซึ่งเวลาที่เราต้องการให้มีผลสูงสุดในการนำเสนออย่างกลุ่มโทรทัศน์ก็อ่านเป็นบทนำสรุปจากแถลงการณ์ทั้งหมดขณะที่ให้มีออกเป็นตัวหนังสือประกอบด้วยว่าเป็นแถลงการณ์จากสถานีโทรทัศน์ใดบ้างซี่งปกติโทรทัศน์จะไม่มีบทนำ แต่การมีบทนำจะทำให้ประชาชนนิ่งดูเพื่อให้เห็นเราร่วมกันยืนหยัดเรื่องเสรีภาพโดยตนเชื่อว่ากรรมการชุดนี้ทั้งคสช.และนายกรัฐมนตรีหรือใครต่อใครก็ต้องคิดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมโทรทัศน์ทุกช่องหนังสือพิมพ์ทุกฉบับจึงมีบทความเรื่องนี้เหมือนกันเขาต้องหยุดคิดเขาจะต้องชะงักเพราะว่าพลังของเราอยู่ที่ว่าทั้งสังคมเห็นว่ามีอะไรผิดปกติขึ้นมาแต่ถ้าเราเพียงแต่รายงานข่าวเฉยๆเพียงว่ามีการประชุมและออกแถลงการณ์แล้วจบก็จะไม่เกิดพลังซึ่งนอกจากข่าวแล้วเรื่องที่กระทบต่อเสรีภาพของประชาชนสื่อจะต้องมีวิธีการทำให้เห็นimpactที่ชัดเจน

นอกจากนี้ก็น่าจะต้องทำให้ประเด็นนี้อยู่ในโซเชียลมีเดียมากกว่าประเด็นมิสยูนิเวิร์สหน่อยซึ่งที่ผ่านมาปรากฏการณ์ของมิสยูนิเวิร์สในโซเชียลมีเดียน่าสนใจที่ให้มีการโหวตผ่านทวิตเตอร์ตนเห็นว่าเรื่องร่างกฎหมายนี้ควรต้องมีการรณรงค์ผ่านโซเชียลมีเดียทั้งภาพ,เสียง,วีดีโอ,กราฟฟิคตี้ที่สวยๆที่มีพลังกับสโลแกนที่ชัดเจนที่ควรจะส่งต่อกันได้