วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สนช.'ไฟเขียว 228 เสียง แก้ไขรธน.ฉบับชั่วคราวปี 57

"สนช." เห็นชอบ 228 เสียง แก้ไขรธน.ชั่วคราว ปลดล็อคผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ - ให้อำนาจนายกฯขอรับพระราชทาน รธน.ฉบับประชามติมาแก้ไขปรับปรุง

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช2557แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ..... ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้เสนอมา โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์ สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม เป็นตัวแทนครม.และ คสช..โดยเป็นการพิจารณา 3 วาระรวด

นายวิษณุ ชี้แจงเหตุผลการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557ต่อที่ประชุมสนช. ว่าการแก้ไขครั้งนี้ มีหลักการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี2557 ใน 2 ประเด็นคือ 1.การเพิ่มข้อความใหม่ในวรรคสาม ของมาตรา 2 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในบางกรณี 2.การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 39/1 วรรคสิบเอ็ด เกี่ยวกับการให้อำนาจนายกรัฐมนตรีขอพระราชทานนำร่างรัฐธรรมนูญที่ทูลเกล้าฯกลับมาปรับปรุงแก้ไขในบางประเด็นอีกครั้งหนึ่งและนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายใหม่ภายในเวลาที่กำหนด

นายวิษณุ กล่าวว่าทั้งนี้นายกฯได้นำร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ ขึ้นทูลเกล้าฯวันที่ 8 พ.ย.59 โดยอยู่ระหว่างในพระราชอำนาจที่ทรงพิจารณา ภายใน 90 วันแต่ในช่วงเวลาดังกล่าว สำนักราชเลขาธิการแจ้งมายังรัฐบาลว่ามีข้อสังเกตบางประการ สมควรที่รัฐบาลจะรับไปดำเนินการเมื่อรัฐบาลพิจารณาข้อสังเกตร่วมกับคสช .แล้ว เห็นเป็นข้อสังเกตที่สมควรจะดำเนินการในขณะนี้หากผัดผ่อนรอดำเนินการ ให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วค่อยแก้ไขแม้กลไกทางกฎหมายจะทำได้ แต่จะเกิดปัญหายุ่งยากเพราะเมื่อรัฐธรรมนูญกลายเป็นกฎหมายแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมบางข้อความ บางมาตรา หรือบางหมวด จะต้องนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติจะเป็นภาระผูกพันต่อไปอีกยืดยาวและกระทบต่อเรื่องอื่น ๆตามมาหลายเรื่อง แต่หากสามารถปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จสิ้นขณะนี้ และนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงพิจารณาใหม่น่าจะเป็นการชอบด้วยวิธีปฏิบัติทั้งปวงจะเป็นการเหมาะสม ไม่เกิดความยุ่งยากขึ้น

ส่วนที่จะมีผู้นึกว่า ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว การจะขอรับพระราชทานกลับมาแก้ไขจะชอบด้วยเหตุผลประการใด ขอเรียนว่าเมื่อรัฐบาลนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว จะอยู่ในพระราชอำนาจ ในฐานะองค์พระประมุข ที่จะทรงลงพระปรมาภิไธย รัฐธรรมนูญและเป็นที่ทราบทั่วไปว่า ร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างพ.ร.บ.ใดที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่ทรงพิจารณา หากไม่ทรงเห็นชอบด้วย ก็พระราชทานกลับคืนทั้งฉบับดังที่เกิดมาแล้วในอดีต เช่น สมัยรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 โดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยซึ่งเป็นเรื่องของรัฐสภาที่จะดำเนินการต่อไปอย่างไร ดังนั้นรัฐบาลและคสช.จึงเห็นควรทำในบัดนี้ให้ถูกต้องและถูกกฎหมาย โดยถือว่า ทั้งหมดอยู่ในชั้นการใช้พระราชอำนาจคือ การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี2557 ให้นายกฯขอพระราชทานนำกลับคืนมาแก้ไขเพื่อให้เกิดความชอบธรรมที่จะขอกลับมาปรับปรุงแก้ไข ที่จะต้องมีขั้นตอนรอบคอบรัดกุม

จากนั้นสมาชิกสนช.ได้อภิปรายสนับสนุนหลักการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 และลงมติรับหลักการวาระแรก โดยการขานชื่อเป็นรายบุคคลด้วยคะแนน 229งดออกเสียง 3 เสียง

ต่อมาที่ประชุมสนช.ตั้งกรรมาธิการเต็มสภา เพื่อพิจารณาเรียงตามมาตรา ในวาระ 2ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 4 มาตรา ตามร่างที่ครม.และคสช.เสนอมา โดยนายวิษณุแจ้งว่า ครม.และคสช.ขอปรับปรุงถ้อยคำในมาตรา 3 ให้เกิดความชัดเจนขึ้นจากเดิมระบุว่า“ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง”เป็น“ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และเมื่อกรณีเป็นไปตามมาตรานี้แล้ว มิให้นำความในมาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาใช้บังคับ”

สำหรับสาระสำคัญของมาตรา 18 19 และ20 ของรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 คือ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ และในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

ขณะเดียวกันนายวิษณุยังแจ้งต่อที่ประชุมสนช.ว่า ครม.และคสช.ขอปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำในมาตรา 4 เพื่อให้เกิดความชัดเจนและปฏิบัติได้จริง โดยเพิ่มถ้อยคำจากเดิมที่ระบุว่า“ให้สามารถแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการออกเสียงทำประชามติตามข้อสังเกตที่พระมหากษัตริย์พระราชทาน” เป็น “ให้สามารถแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการออกเสียงทำประชามติตามข้อสังเกตที่พระมหากษัตริย์พระราชทานและประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันได้”

จากนั้นที่ประชุมสนช.ลงมติในวาระ 3 ด้วยการขานชื่อรายบุคคล เห็นชอบคะแนน 228 เสียง งดออกเสียง 3 ซึ่งมติให้ความเห็นชอบมีคะแนนเสียงไม่น้อยว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ จึงถือว่าที่ประชุมเห็นชอบด้วยให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป เพื่อ ให้มีผลบังคับใช้ต่อไปและปิดประชุมในเวลา 12.50 น. ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 40 นาที