"พล.อ.ประยุทธ์" สนองพระราชกระแส "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" แก้อุทกภัยใต้ ชี้สิ่งขวางทางน้ำคือ ถนนและหมู่บ้านจัดสรร วอนร่วมมือจะใช้กม.คุม
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ทุกคนมีความเป็นห่วงพี่น้องชาวใต้ ซึ่งขณะนี้มีฝนตกลงมาเพิ่ม รวมถึงกทม.ที่จะมีฝนตกลงมา จากนี้จึงขอให้ติดตามการพยากรณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพราะมีฝนมาจากหลายทาง จึงต้องเข้าใจธรรมชาติด้วย โดยจะต้องไปดูต้นเหตุของปัญหา ทั้งนี้หากฝนตกเกินกว่า 100 มิลลิเมตร คงห้ามให้ไม่ท่วมไม่ได้ แต่จะต้องทำให้ลดเร็วที่สุด สิ่งสำคัญต้องทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญคือ สิ่งกัดขวางทางน้ำ เช่น ถนนและหมู่บ้านจัดสรร จึงสั่งการให้ขุดลอกเพื่อระบายน้ำ แต่ตลอด 10-20 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้รับการแก้ไข แต่มาแก้ไขในสมัยตน โดยการแก้ไขที่สำคัญ คือการปฏิรูปกฎหมายผังเมืองเพื่อควบคุมการก่อสร้างอาคารที่ขวางทางระบายน้ำ หลังจากนี้ ขออย่าขัดขวางกฎหมายดังกล่าว แต่ต้องร่วมมือกัน
อย่างไรก็ตาม ตนเห็นใจทุกคน แต่ไม่มีอะไรได้หรือเสียอย่างเดียว ขณะเดียวกันที่มีการตำหนิว่าระบบเตือนภัยล่าช้านั้น ยืนยันว่าที่ผ่านมาแจ้งเตือนมาตลอด แจ้งล่วงหน้ามาเป็นเดือน แต่ทุกคนคิดว่าจะเป็นแบบเดิม น้ำมาแล้วก็ไป ประชาชนจึงต้องมีการเตรียมตัวด้วย อย่าโทษกันไปมา ต้ังแต่ปี 2554 สมัยที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก จึงรู้ว่าอะไรทำไปแล้ว อะไรที่ยังไม่ทำ แก้มาทุกเรื่อง ปีหน้าก็ต้องเตรียมพร้อมช่วยตัวเองไว้ด้วยไม่ใช่รอรัฐบาลอย่างเดียว แต่รัฐบาลจะหาวิธีดูแลให้มากที่สุด
พลเอกประยุทธ์ ยังกล่าวด้วยว่า อยากให้ทุกคนระวังเพิ่มเติมเพราะตอนนี้น้ำไล่มาที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์แล้ว และอ่างเก็บน้ำก็เริ่มล้น จึงต้องแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และวานนี้ (9 ม.ค.) ที่ได้พบกับองคมนตรี ได้อัญเชิญพระราชกระแสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยประชาชนที่ประสบอุทกภัยในภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลจะน้อมนำมาปฏิบัติและดูแลประชาชนให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันได้พระราชทานแนวทางให้กระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัด ติดต่อมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ได้โดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาพระองค์ท่านได้พระราชทาน ความช่วยเหลือประชาชนในภาคใต้ผ่านมูลนิธิมาโดยตลอด
สำหรับมาตรการเยียวยาช่วยเหลือนั้น รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและประหยัด แต่มาตรการดูแลประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งมีเกณฑ์ในการดูแลอยู่แล้ว แต่หากมีความรุนแรงเพิ่ม ก็อาจตั้งหลักเกณฑ์ใหม่ โดยจะให้คณะกรรมการสำรวจความเสียหาย เสนอกลับมาให้ที่ประชุม ครม. อีกครั้ง


