"ศานิตย์" เผยจับมือจุดพลุแฟลร์ 2 ราย-ออกหมายจับเพิ่มอีก1 รอผลพฐ.เอาผิดวางเพลิงเพิ่มได้หรือไม่
จากกรณีเมื่อช่วงค่ำ วันที่ 17 ธันวาคม ที่ผ่านมา ในการแข่งขันฟุตบอลรอบชิงชนะเลิศ เอเอฟเอฟ ซูซุกิ คัพ (AFF Suzuki Cup 2016) ระหว่างทีมชาติไทยและทีมชาติอินโดนีเซีย มีกลุ่มกองเชียร์ที่ใช้ชื่อว่า อัลตร้า ไทยแลนด์ (Ultras Thailand) ได้ทำการจุดพลุแฟลร์ สีแดง จนเกิดควันและประกายไฟ ก่อความรำคาญให้กับผู้ร่วมเชียร์ รวมทั้งในโลกออนไลน์ยังมีการโจมตีเรื่องนี้อย่างหนัก จนหลายฝ่ายหวั่นเกรงว่าทีมชาติไทยอาจถูกการลงโทษจากคณะกรรมการฟีฟ่า (FIFA) ได้ กระทั่งมีการดำเนินการเอาผิด ซึ่งต่อมามีการออกหมายจับและหมายเรียกจำนวนหลายราย
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 ธ.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เปิดเผยความคืบหน้าว่า สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุดังกล่าวได้แล้ว 4 ราย ประกอบด้วยคนขายพลุแฟลร์ที่ย่านเชียงกงบางนาเมื่อช่วงค่ำวันที่ 21 ธ.ค. ที่ผ่านมา พร้อมยึดของกลางกว่า 1,950 อัน ต่อมาเมื่อช่วงเย็นวันที่ 23 ธ.ค. นายประพจน์ ปานโพธิ์ทอง แกนนำกองเชียร์กลุ่มอัลตร้าไทยแลนดืได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.หัวหมาก แต่ให้การภาคเสธและเจ้าหน้าที่ให้ประกันตัวไปในชั้นพนักงานสอบสวน และล่าสุดเป็นบุคคลที่ก่อเหตุจุดพลุแฟลร์อีก 2 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับที่ปรากฏตามภาพไปก่อนหน้านี้ โดยทั้งคู่เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.หัวหมากตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา และทั้งคู่ยังให้การภาคเสธ ยอมรับว่าอยู่ในกลุ่มเชียร์ แต่ไม่ได้เป็นคนจุดพลุ
“ตอนนี้จับผู้เกี่ยวข้องแล้ว 4 คน เป็นคนขายพลุ แกนนำกลุ่ม และคนจุดพลุอีก 2 คน และเมื่อคืนได้มีการออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 1 ราย รวมที่ถูกออกหมายจับทั้งสิ้น 12 ราย และหมายเรียก 14 หมาย โดยอาจจะมีการออกหมายจับหรือหมายเรียกเพิ่มเติมอีก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเร่งรัดดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เชื่อว่าเรื่องนี้ใช้เวลาอีกไม่นาน และคาดว่าบุคคลที่ถูกออกหมายจับซึ่งอยู่ในต่างจังหวัดก็คาดจะสามารถจับกุมได้” พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าว
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับนายประพจน์ แกนนำกลุ่มอุลตร้าไทยแลนด์ หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับ ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก เมื่อวานนี้ (23 ธ.ค.) จากการสอบสวนให้การภาคเสธ ซึ่งรับว่าอยู่ในเหตุการณ์จริง เป็นแกนนำในการเชียร์จริง แต่ไม่ได้มีส่วนในการจุดพลุดังกล่าว ส่วนจะเข้าข่ายวางเพลิงหรือไม่นั้น ต้องดูข้อเท็จจริงนำมาประกอบให้ครบถ้วน โดยเบื้องต้นที่ดูก็น่าจะเข้าข่าย อย่างไรก็ตามต้องรอผลจากกองพิสูจน์หลักฐาน ก่อนจะแจ้งข้อหาเพิ่มว่าเป็นการวางเพลิงได้หรือไม่ ทั้งนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และยืนยันว่าบุคคลเหล่านี้ที่พวกเขาทำลงไปนั้นไม่ใช่อาชญากร แต่เป็นสิ่งที่กฎหมายห้าม และการกระทำที่เกิดขึ้นทำให้เสียภาพลักษณ์ของประเทศไทย จึงอยากให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ ก็ได้ขอว่าไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกได้หรือไม่ โดยทางกลุ่มดังกล่าวก็ยืนยันว่าจะไม่มีเกิดขึ้นอีกล้านเปอร์เซ็นต์





