ศาลยุติธรรมแถลง 10 เดือนแรกมีคดีเข้าสู่การพิจารณา 1,736,954 คดี ชี้ "แพ่ง-ล้มละลาย-แรงงานเอี่ยวเศรษฐกิจ" เข้าศาลเพิ่มขึ้น
นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมด้วยนายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม และนายพิสิษฐ นิ่งน้อย ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา ร่วมแถลงผลการดำเนินงานด้านคดีของศาลยุติธรรมทั่วประเทศ ประจำปี2559
โดย นายอธิคม เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ช่วง 10 เดือนแรกของปี 2559 มีคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นจำนวน 1,736,954 คดี ซึ่งพิจารณาเสร็จ 1,488,890 คดี และอยู่ระหว่างการพิจารณา 248,064 คดี ขณะที่มีการนำคดีแพ่งเข้าสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท รวม 345,095 คดี ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 300,932 คดี ส่วนคดีอาญาเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ย 12,300 คดีผลไกล่เกลี่ยสำเร็จ 6,763 คดี ซึ่งศาลจะดำเนินการส่งเสริมการระงับข้อพิพาทต่อไป โดยดำเนินการเป็นโครงการส่งเสริมการระงับข้อพิพาทของภาคและศาล กับโครงการส่งเสริมพัฒนาและเผยแพร่การระงับข้อพิพาททางเลือก
เมื่อถามว่า มีสัญญาณที่แสดงถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมจากสถิติคดีแพ่ง คดีล้มละลาย และคดีแรงงานที่ผ่านมาหรือไม่
นายอธิคม เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า มีสัญญาณหรือไม่ ขอให้ดูจากตัวเลขคดีทางเศรษฐกิจ เริ่มจากคดีแพ่งช่วง 10 เดือนแรกของปี 2559 พบว่ามี 993,229 คดี ส่วนปี 2558 ตัวเลขอยู่ที่ 750,692 คดี ขณะที่คดีล้มละลาย ในปี 2559 อยู่ที่ 5,641 คดี เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2558 ตัวเลขคดีอยู่ที่ 5,195 คดี ส่วนคดีแรงงานปี 2559 มีจำนวน 17,026 คดี ในปี 2558 อยู่ที่ 13,979 คดี ซึ่งปริมาณเพิ่มขึ้นพอสมควรจะเป็นสัญญาณหรือไม่ต้องช่วยกันพิจารณา
ทั้งนี้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยังกล่าวถึงการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชนว่า คือการเปิดทำการศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค โดยในปี 2560 จะทยอยเปิดทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาคขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 ให้ครบ 9 แห่ง โดยหลังจากเปิดทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่3ต.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีจำนวนคดีที่ต้องพิจารณา228คดี ซึ่งเป็นคดีค้างเก่าที่โอนมาจากแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ 77 คดี และมีคดียื่นฟ้องใหม่ 151 คดี
ขณะที่นายสืบพงษ์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวเสริมถึงการบริหารจัดการคดีของศาลยุติธรรมให้มีความรวดเร็วว่า ปัจจุบันศาลยุติธรรมได้เร่งพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี โดยสถิติคดีที่ผ่านมาศาลชั้นต้นพิจารณาคดีแล้วเสร็จ ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน มีจำนวน 705,338 คดี และช่วงระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนมีจำนวน 187,862 คดี ซึ่งตัวอย่างคดีสำคัญคดีค้ามนุษย์โรฮิงญาที่อยู่ในการพิจารณาของศาล ขณะนี้ได้สืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าจะสืบพยานฝ่ายจำเลยเสร็จไม่เกินเดือน มี.ค.60
นายพิสิษฐ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา ได้กล่าวถึงการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่จะนำมาอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในด้านคดีว่า ประธานศาลฎีกา ได้มีนโยบายต่อการพัฒนาระบบงานศาลยุติธรรมให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก ทั่วถึง เท่าเทียมกันและเสียค่าใช้จ่ายน้อย โดยตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ศาลได้ดำเนินการให้คู่ความที่หมายถึงโจทก์จำเลยและทนายความดำเนินการคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาผ่านทางเว็บไซต์ได้ ซึ่งมีการเชื่อมโยงกับศาลยุติธรรมทั่วประเทศ หลังจากสำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกระเบียบว่าด้วยการให้บริหารคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาระหว่างศาลยุติธรรมทั่วประเทศ พ.ศ.2559 เพื่อแก้ปัญหาการต้องใช้เวลาและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2560 ศาลยุติธรรมได้จัดทำระบบการยื่นคำฟ้อง การส่งคำคู่ความหรือคำสั่งศาล และเอกสารอื่นโดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Filingซึ่งจะให้คู่ความและประชาชนที่มีคดีสามารถยื่นคำฟ้อง การส่งคำคู่ความหรือคำสั่งศาล และเอกสารอื่นโดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งจะเน้นคดีที่มีลักษณะไม่ยุ่งยาก หรือซับซ้อนเกินไป เช่น คดีบัตรเครดิต คดีสินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคาร คดีเช่าซื้อ ซึ่งจะเริ่มนำร่องที่ศาลแพ่งธนบุรี เนื่องจากมีความพร้อมทางด้านระบบแล้ว ก่อนที่จะขยายมาที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลแพ่งซึ่งมีคดีลักษณะดังกล่าวจำนวนมาก แล้วจึงนำไปใช้ในศาลยุติธรรมทั่วประเทศช่วงเดือน เม.ย.2561
ทั้งนี้ ศาลยุติธรรมยืนยันว่าได้วางมาตรการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลของศาล โดยคู่ความที่จะใช้บริการต้องลงทะเบียนแสดงตัวตนต่อศาลให้เห็นว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ยื่นคำฟ้องและเอกสารผ่านระบบE-Filingซึ่งธนาคารโลก หรือ World Bank ได้จัดลำดับความน่าเชื่อถือในการลงทุนDoing Business2016 ของประเทศไทยกับการนำสื่อเทคโนโลยีมาใช้ในศาลยุติธรรม Court Automation ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะเสริมสร้างความน่าเชื่อถือที่ต่างชาติจะนำเงินมาลงทุนในประเทศไทย





