"นายกฯ" เตรียมแผนรองรับนโยบายใหม่หลัง “ทรัมป์” นั่งประธานาธิบดีสหรัฐ พร้อมสั่งคลังอย่าก่อหนี้ชนเพดาน "อภิศักดิ์" มั่นใจเศรษฐกิจไทยแกร่ง
วานนี้ (11 พ.ย.) พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายข้าราชการกระทรวงการคลัง รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงการดูแลการใช้จ่ายขอรัฐบาล เช่น การลงทุนโครงการเมกะโปรเจคหรือทำอะไรก็ตาม จะต้องไม่เป็นภาระต่อรัฐบาลหน้าที่จะเข้ามา โดยจะต้องคำนึงถึงภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ไม่ให้สูงเกินเกณฑ์ที่กำหนดหรือขึ้นไปชนเพดานการก่อหนี้
รมว.คลัง ยังกล่าวถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐต่อไทยว่า มั่นใจว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง สามารถรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐได้
ขณะที่มองแนวโน้มการส่งออกของไทยไปสหรัฐอเมริกา อาจจะปรับตัวลดลงบ้าง แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบการส่งออกในภาพรวม เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐไม่ได้สูงมาก รวมทั้งยังต้องรอดูว่า นโยบายที่ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะนำมาใช้นั้น จะเป็นไปตามที่เคยหาเสียงไว้หรือไม่
“ประเทศไทยเตรียมความพร้อมมามาก ฐานะทางการเงินของเราแข็งแกร่งกว่าหลายประเทศ ผ่านวิกฤตมาหลายเรื่อง ดังนั้นประเทศไทยจึงไม่กระทบกระเทือนมากนัก การส่งออกไปสหรัฐ มีสัดส่วนไม่มาก ดังนั้นจะกระทบน้อย อย่างไรก็ตามต้องรอดูเพราะนโยบายในการหาเสียง กับนโยบายปฏิบัติจริงอาจไม่เหมือนกัน ก็คาดว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า สหรัฐคงได้ครม.ชุดใหม่”
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นและตลาดเงินทั่วโลก ผันผวนหลังจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปรากฏว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ได้รับชัยชนะเหนือความคาดหมาย
“เราก็ไม่ประมาท และเตรียมความเข้มแข็งไว้ เพราะมองว่า การไหลออกของเงินในตลาดโลกจะมีมากขึ้น แต่ไทยเองมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่มาก หรือ คิดเป็น 3-4 เท่าของหนี้ระยะสั้น ขณะที่ หนี้ระยะสั้นก็อยู่ในระดับต่ำ ส่วนระดับหนี้ต่อจีดีพีก็อยู่ที่ระดับ 42% ยังมีความสามารถในการกู้ได้อีก ฉะนั้น ขณะนี้ ถือว่ายังไม่ได้รับผลกระทบ ต้องติดตามดูอีก แต่ไม่ถึงขั้นต้องตั้งวอรูมเกาะติด”
หนี้เสียพุ่งสอดคล้องเศรษฐกิจโตช้า
ส่วนกรณีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 3/2559 มีระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงธนาคารพาณิชย์ต้องไปแก้ไข อย่างไรก็ตาม เอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นในขณะนี้มองว่า เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอีที่เวลาเศรษฐกิจตกเอ็นพีแอลจะปรับขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐต้องทำก็คือทำให้เศรษฐกิจฟื้นขึ้นมาให้ทัน
เมื่อถามว่าภาวะเอ็นพีแอลขณะนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจปรับลดลงหรือไม่ นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ไม่เชิง เพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถขยายตัวอย่างเต็มที่ ขณะนี้ เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้เพียงกว่า 3% แต่ขณะที่ เต็มที่ของเราควรโตได้ 4% หรือกว่า 4% ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำเพียง 3% ยังไม่เพียงพอกับการแก้ปัญหาในภาพรวมได้
“ปัญหาที่ไทยเผชิญอยู่ทั้งในเรื่องเอ็นพีแอล ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ถ้าดูในเชิงเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่จะมาแก้ได้คือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าถามว่ารัฐดูแลในเรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแค่ไหน ต้องบอกว่าดูแลอย่างเต็มที่แล้วทำให้โตได้ 3% ถ้าจะให้โตกว่านี้ภาคเอกชนต้องมาช่วยลงทุน ซึ่งขณะนี้เอกชนยังละล้าละลัง แม้จะมีสิทธิประโยชน์พิเศษให้ไม่ลงทุน โดยยืนยันว่าสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจะให้ถึงสิ้นปี 2560 ไม่ต่ออายุให้อีก ถ้าเอกชนไม่ลงทุนในปีนี้อาจตกขบวนได้”
เขากล่าวว่า ในเมื่อเอกชนไม่ลงทุน สิ่งที่รัฐทำได้ คือ การเร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจมาลงทุนแทน เมื่อรวมกับการลงทุนของรัฐน่าชดเชยการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขาดอยู่ และคาดว่าน่าจะช่วยดูแลภาคเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง ขณะนี้ กระทรวงคมนาคมเริ่มขับเคลื่อนการลงทุนในหลายโครงการแล้ว
นายกฯย้ำมีแผนรองรับนโยบายทรัมป์
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการรับมือหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐว่า เราเตรียมการมานานแล้ว และต้องไปดูว่าสิ่งที่ประธานาธิบดีคนใหม่ได้พูดถึงนโยบายไว้ซึ่งหลักๆ มี 4 ข้อ รวมถึงมีรายละเอียดปลีกย่อยพอสมควร เราก็เตรียมมาตรการรองรับสิ่งเหล่านี้อยู่ เพราะเราไปบังคับใครไม่ได้ถ้าเขาจะทำแบบนั้นเราจะทำอย่างไร แต่เราเองได้ตั้งหลักมานานพอสมควรแล้ว
ทั้งนี้นายกฯ กล่าวว่า อย่าไปตกใจ ที่ผ่านมาเราไม่ได้ค้าขายกับสหรัฐแค่ประเทศเดียว เราจะไปแยกตัวจากประเทศอื่นๆ ไม่ได้ เพราะโลกมีทั้งประเทศเล็กประเทศใหญ่ มีทั้งกลุ่มประเทศรัฐบาลเดินหน้าแบบนี้มาตลอด การเปิดตลาดการทำการค้าใหม่ๆ การเปิดการค้าแบบเป็นกลุ่มประเทศ การทำทวิภาคีมันอาจจะไม่คุ้มค่าซึ่งกันและกันเพราะต่างคนต่างประชากรน้อยทำให้กำลังซื้อน้อย หากต่างฝ่ายต่างไทยแลนด์บวกหนึ่ง ซึ่งทำเป็นกลุ่มประเทศเล็กๆบวกหนึ่งก็จะเพิ่มมูลค่าทั้งสองฝ่าย ฉะนั้นเราต้องดำเนินการให้สมดุลกับประเทศมหาอำนาจ กับประเทศเล็กรัฐบาลทำแบบนี้มาตลอด 2 ปีอยู่แล้ว
"นายก”เยี่ยมคลังทบทวนนโยบายรัฐบาล
ส่วนการเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบาย กระทรวงการคลังนั้น นายกฯกล่าวว่า ได้มีการทบทวนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ วิสัยทัศน์โรดแมพรวมถึงนโยบายของรัฐบาลและ คสช.ตลอดจนติดตามกฎหมายการเงินการคลังที่ยังไม่เรียบร้อยและการเบิกจ่ายงบประมาณ
โดยในส่วนของงบเชื่อมโยงหลายกระทรวง เช่น การบริหารจัดการน้ำ การจัดการที่ดิน การจัดการพลังงาน ทุกกระทรวงจะต้องหารือกันให้เรียบร้อยก่อนเสนอโครงการมาให้ทราบ ซึ่งงบตรงนี้ ต้องมีมากขึ้น ตั้งแต่ปีนี้จะดำเนินการในลักษณะดังกล่าวเพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นในการใช้งบประมาณและรัฐบาลจะสามารถดูแลการจัดทำงบประมาณต่างๆได้ง่ายขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย
"วันนี้งบประมาณในส่วนของค่าใช้จ่ายประจำของภาครัฐอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านบาท เหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาทที่จะนำมาทำในส่วนของงบลงทุน ซึ่งความจริงมีการไปลงทุนในงบด้านฟังก์ชั่นอยู่แล้ว ซึ่งในร่างพ.ร.บ.จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็ได้มีการแบ่งหมวดหมู่ที่ชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งจะได้เกิดความชัดเจน และทุกอย่างยืนยันว่าถูกต้องตามกฎหมาย และขั้นตอน ต้องไม่มีการทาบทับ ไม่มีการใช้อำนาจในทางบริหาร ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณทุกอย่าง ซึ่งจะได้ควบคุมง่าย โดยเฉพาะการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางเข้าตรวจเยี่ยมการดำเนินงานกระทรวงการคลังในครั้งนี้ ไม่มีการแจ้งวาระงานให้แก่สื่อมวลชนทราบ ขณะที่ทีมงานและผู้บริหารหลายคนก็ไม่ได้ทราบวาระการเดินทางล่วงหน้า บางคนได้รับแจ้งว่า นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาเยี่ยมกระทรวงการคลังล่วงหน้าในคืนวันก่อนที่นายกฯจะเดินทางเท่านั้น ขณะที่ ผู้บริหารกระทรวงคลังที่เข้าร่วมการประชุมจะอนุญาตให้เข้าประชุมเพียงหนึ่งคนต่อหนึ่งหน่วยงานเท่านั้น
ค่าเงิน-หุ้นร่วงกังวลนโยบายทรัมป์
นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ไทย กล่าวว่า ตลาดเงินและตลาดทุนในช่วงนี้ เริ่มสะท้อนความกังวลที่มีต่อนโยบายของ นายทรัปม์ ในอนาคตที่มากขึ้น และตลาดเงินก็เริ่มห่วงว่า ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องหรือไม่ ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ภูมิภาคเอเชีย
สำหรับสกุลเงินที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ เงินรูเปียห์ ของอินโดนีเซีย เงินริงกิต ของมาเลเซีย และ เงินเปโซ ของฟิลิปปินส์ สาเหตุเพราะสกุลเงินเหล่านี้มีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนต่างชาติค่อนข้างมาก ผ่านตลาดตราสารหนี้
“อินโดฯ ได้รับผลกระทบทั้งตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ โดยเฉพาะตลาดบอนด์มีสัดส่วนเงินลงทุนต่างชาติที่คงค้างสูงถึง 40% ของมูลค่าตลาด ทำให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนลงอย่างมาก เช่นเดียวกับ มาเลเซีย ที่นักลงทุนต่างชาติมียอดคงค้างการลงทุนในตลาดบอนด์สูงราว 30% ส่วนฟิลิปปินส์โดนผลกระทบในเรื่องของการค้าและแรงงานที่ไปทำงานในสหรัฐค่อนข้างมาก”
สำหรับประเทศไทย ได้รับผลกระทบเช่นกันแต่ไม่มากนัก เนื่องจากต่างชาติมีสัดส่วนลงทุนในตลาดบอนด์ไม่ถึง 10% ขณะที่ตลาดหุ้นก่อนหน้าที่เขาลดการลงทุนต่อเนื่องมา 3 ปี และเพิ่มจะกลับเข้ามาลงทุนเมื่อไม่นานนี้ โดยล่าสุดมียอดซื้อสุทธิสะสมประมาณ 1 แสนล้าน ดังนั้นไทยจึงโดนผลกระทบเรื่องเงินทุนไหลออกที่น้อย ส่งผลให้ค่าเงินบาทไทยค่อนข้างมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค
ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์วานนี้(11 พ.ย.) ปิดตลาดอ่อนค่ามาอยู่ที่ 35.35 บาทต่อดอลลาร์ เทียบจากวานก่อนอยู่ที่ 35.11 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ดัชนีหุ้นปิดที่ 1,494.53 จุด ลดลง 19.73 จุดหรือ 1.30%





