"นายกรัฐมนตรี" สั่งทูตไทยปรับรับสถานการณ์เปลี่ยน หลัง “ทรัมป์” ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ด้านพาณิชย์คาดไม่กระทบการค้าระยะสั้น
นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายด้านการต่างประเทศกับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงนโยบายของสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีใหม่
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่มีความเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งต้องตั้งหลักให้ถูกต้องในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม
"เราต้องเตรียมการให้พร้อม เพื่อจะได้พูดคุยกับเขาได้ทุกเรื่องและอย่าเพิ่งไปเรียกร้องอะไรให้มากนัก ไม่ว่าใครจะมาทำหน้าที่ เรายืนยันเสมอว่าพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อทำงานร่วมกับประชาคมโลก และทุกประเทศ ด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทย เราต้องทำให้เขายอมรับ ในความเป็นไทยให้ได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ ตลอด 183 ปีที่ผ่านมา พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตผลัดกันขึ้นมาเป็นผู้ดูแลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนประเทศไทยมีความคุ้นเคยกันอยู่ เพียงแต่ในช่วงนี้คนสนใจนายทรัมป์ ในฐานะที่เป็นบุคคลจากอีกวงการหนึ่งที่เข้ามาสู่การเมืองและมีสีสัน แม้นายทรัมป์แสดงท่าทีที่ไม่เป็นแบบนักการเมืองปกติ แต่มาจากมุมมองด้านธุรกิจที่ถือว่ามีความสำคัญเช่นกัน
“หากไปดูรายการทางโทรทัศน์ที่ชื่อ ดิแอพเพรนติส (The Apprentice) ที่นายทรัมป์เคยเป็นผู้ดำเนินรายการ ก็จะได้รู้ว่าเขามีวิธีบริหารจัดการคนอย่างไร ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่คาดว่าจะถูกนำมาใช้ในการบริหารประเทศต่อไป”
บัวแก้วเชื่อนโยบายสหรัฐสร้างสมดุล
นายดอนกล่าวว่าเท่าที่ฟังนโยบายที่นายทรัมป์กล่าวมาก็เห็นว่ามีสิ่งที่น่าสนใจมาก อาทิ นโยบายการพัฒนาเมืองชั้นในซึ่งเคยเป็นพื้นที่สำคัญในอดีต แต่ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งอาจจะอยู่ในความสนใจทั้งจากนานาประเทศ รวมถึงสหรัฐที่เคยไปลงทุนที่อื่น
“ไม่ว่าจะมีมุมมองอย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วต้องปรับความสมดุลเกิดขึ้นภายในประเทศ จากสารพัดท่าทีที่เคยมี ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกรัฐบาลในอดีต แต่เชื่อว่าทั้งหมดไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำ เขาก็มีเจตนาที่ดีต่อประเทศ ประชาชน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดว่าเราจะสามารถไปช่วยเหลือสร้างงานให้เขาได้บ้างหรือไม่ เพราะการลงทุนของไทยขณะนี้เป็นเรื่อง 2 ทาง คือทั้งเอาคนของเขามาลงทุน และเอาคนของเราออกไปลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้นต่อไปในอนาคต สิ่งที่เห็นคงเป็นไปในทางที่ดีเหมือนในอดีต โดยเฉพาะถ้ามีความเคารพซึ่งกันและกัน”นายดอน กล่าว
พาณิชย์คาดส่งออกไปสหรัฐปีหน้าโต3%
ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่ายังเร็วเกินไปในการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องรอดูนโยบายของรัฐบาลสหรัฐในช่วงที่มีการแถลงต่อสภา
นางอภิรดี กล่าวว่าแม้หลายคนจะกังวลเรื่องผลกระทบต่อการค้า แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคงยืนยันเป้าหมายมูลค่าการส่งออกของไทยไปตลาดสหรัฐเท่าเดิม ที่จะขยายตัว 1% ส่วนปี 2560 ตั้งเป้าหมายขยายตัวที่ 3%
“เชื่อว่าในระยะสั้น จะไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้หารือกับผู้ส่งออกของไทยไปสหรัฐ พบว่า ในกลุ่มอาหาร ทั้งกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ทูน่ากระป๋อง ยังส่งออกได้เช่นเดิม หรืออาจจะเพิ่มขึ้น เพราะโรงงานทูน่าในสหรัฐเพิ่งเปิดตัวไป 2 แห่ง”
มั่นใจเอกชนไทยปรับตัวรับกติกาใหม่
นางอภิรดี กล่าวอีกว่า สหรัฐเพิ่งประกาศคงการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้าไทยเช่นเดิม ซึ่งจะทำให้สินค้ามีศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดสหรัฐ พร้อมยังมั่นใจว่าภาคเอกชนของไทยเตรียมปรับตัว เพื่อรองรับกับทุกสถานการณ์อยู่แล้ว
“ขณะนี้ คงไม่สามารถประเมินอะไรได้มากไปกว่านี้ เพราะต้องรอดูการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน จึงจะประเมินสถานการณ์ที่ชัดเจนได้ ซึ่งมอบหมายให้ ทูตพาณิชย์ ติดตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยได้กระจายความเสี่ยงจากการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ อยู่แล้ว ทั้งแอฟริกา เอเชีย อาเซียน อิหร่าน อินเดีย รัสเซีย รวมถึงได้ประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้วด้วย”
สำหรับข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ขณะนี้ไทยยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมการเจรจา ถือเป็นโอกาสดีที่จะมีเวลาศึกษาข้อดี ข้อเสียมากขึ้น ส่วนนโยบายการหาเสียงของนายทรัมป์ ที่เน้นการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ และอาจมีผลต่อการเลื่อนสถานะของไทย ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ที่ปัจจุบันไทยอยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษด้านทรัพย์สินทางปัญญา (พีดับบลิวแอล) หรือไม่นั้น ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อไทย เพราะที่ผ่านมา ไทยปราบปราม และป้องกันการละเมิดอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
“อภิสิทธิ์”เชื่อทรัมป์เป็นบวกกับไทย
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าเท่าที่ฟังการปราศรัยครั้งแรกหลังชนะ ก็พยายามจะลดโทนความดุดันของนโยบายในช่วงหาเสียง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นคงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายเมื่อเข้าไปทำงานเหมือนกัน เพราะในที่สุดก็ต้องมีเรื่องของผลประโยชน์ที่สอดคล้องกันบ้าง ขัดแย้งกันบ้าง ถ้าจะมองว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งก็เป็นโอกาส แต่ประสบการณ์ที่น้อยของนายทรัมป์ เป็นทั้งจุดแข็งก็ได้ จุดอ่อนก็ได้สำหรับสหรัฐ ขึ้นอยู่ว่าจะเล่นกับมันอย่างไร
นายอภิสิทธิ์มองว่าผลกับเอเชียและไทยนั้นอาจจะเป็นบวกขึ้น คือนายทรัมป์อาจจะไม่ค่อยยึดติดกับเรื่องของกรอบเดิมๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองไทยในสายตาของตะวันตก ซึ่งหลุดไปจากกรอบของเขา คือมีปฏิวัติ มีการเดินขบวน บอยคอตเลือกตั้ง แล้วเขาก็ไม่ได้มารู้รายละเอียดทั้งหมด
“คิดว่านายทรัมป์จะไม่ค่อยติดกรอบตรงนี้ จึงอาจจะมาสร้างความสัมพันธ์โดยไม่ต้องสนใจการเมืองไทยเท่าไร แต่อีกด้านถ้านายทรัมป์มีความเชื่ออย่างที่เคยพูดว่าสหรัฐเสียเปรียบเพราะว่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเอาเปรียบ อย่างนั้นก็น่าจะเจอกับปัญหาการกีดกันทางการค้า ซึ่งต้องดูต่อไปว่าเขาจะไปแนวไหน”
นักวิชาการเชื่อนโยบายทรัมป์กระทบตลาดเงิน-ตลาดทุนช่วงสั้น ชี้การเลือกตั้งตามโรดแมพ ช่วยสร้างความมั่นคงให้ตลาดหุ้น ขณะที่ประเมินการค้ากันเองในอาเซียนจะโดดเด่นขึ้น
ตลาดทุนจับตานโยบายเศรษฐกิจทรัมป์
ด้านผลกระทบกับตลาดเงินตลาดทุนยังมองกันว่าจะมีความผันผวนในระยะสั้น โดยนายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้นั้นถือว่าผิดความคาดหมายส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่จะไม่ยาวนาน ซึ่งสิ่งที่ตลาดจับตาคือ นโยบายของทรัมป์ ได้หาเสียงไว้จะทำได้ตามที่หาเสียงหรือไม่
“นโยบายที่ได้หาเสียงไว้มี 3 เรื่อง คือ 1 การปรับลดภาษี ที่พรรคให้การสนับสนุนมาโดยตลอดนโยบายที่ 2 คือ การยกเลิกข้อตกลงทีพีพี และ 3 การยกเลิกนโยบายสุขภาพของรัฐบาลโอบามา ค่าใช้จ่ายสูงและไม่ครอบคลุมกับจำนวนคนทั้งหมด ซึ่งต้องดูว่าจะทำตามที่พูดหรือไม่ ซึ่งต้องรอการแถลงนโยบายกับรัฐสภา”
อย่างไรก็ตามความเสี่ยงกับตลาดการเงินโลกนั้น มองว่าการปรับดอกเบี้ยสหรัฐน่าจะเกิดขึ้น3 ครั้งโดยจะเกิดขึ้น 1 ครั้งในปีนี้ และ 2 ครั้งในปีหน้าและน่าจะขึ้นดอกเบี้ยในปี2561 ค่อนข้างสูง
ทั้งนี้การขับเคลื่อนนโยบายของทรัมป์ที่เน้นการขับเคลื่อนนโยบายผ่านการคลัง หากมีการลดภาษีนิติบุคคล จะส่งผลให้กำไรบริษัทจดทะเบียนพุ่งขึ้นทันทีส่งผลให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้นทั่วโลกไปยังตลาดหุ้นสหรัฐได้
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และหัวหน้านักวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี กล่าวว่าต้องติดตามในวันที่ 20 ม.ค. ที่ประธานาธิบดีใหม่จะต้องแถลงกับสภาให้รับทราบถึงนโยบายที่แท้จริง ซึ่งนโยบายที่หาเสียงอาจไม่สามารถทำได้ทั้งหมด
“แต่เชื่อว่าความที่เป็นนักธุรกิจจะมีการปรับตัวที่ค่อนข้างเร็วและทันสถานการณ์”





