วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ที่ประชุมใหญ่ 'ศาลฎีกา' ไม่รับอุทธรณ์คดีปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย

เปิดมติที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา มีมติไม่รับอุทธรณ์ อดีตปธ.กรรมการสินเชื่อกรุงไทย-กฤษฎานคร คดีทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องคำสั่งมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ของนายพงศธร ศิริโยธิน จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นอดีตประธานกรรมการสินเชื่อ ของ ธ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 20

ในคดีหมายเลขดำ อม.3/2555 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 (หลบหนีคดีศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวจนกว่าจะได้ตัวมา) , ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหาร ธ.กรุงไทย ฯ , นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการ ธ.กรุงไทยฯ และพนักงาน ธ.กรุงไทย ฯ กับ นิติบุคคลและกรรมการนิติบุคคล ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 2-27 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ, ยักยอก, ความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 และ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535
กรณีเมื่อวันที่ 8 ก.ย.46 - 30 เม.ย.47 ได้อนุมัติสินเชื่อให้นิติบุคคลซึ่งเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ นำไปซื้อที่ดินโดยไม่มีการวิเคราะห์ถึงฐานะทางการเงิน และความสามารถในการชำระหนี้ รวมทั้งวัตถุประสงค์ของการให้สินเชื่อ , แหล่งเงินทุนที่จะชำระหนี้ และไม่มีการควบคุมติดตามดูแลสินเชื่อ หลังการอนุมัติโดยใกล้ชิด รวมทั้งไม่เรียกหลักประกันให้คุ้มหนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของ ธ.กรุงไทยฯ ผู้เสียหาย โดยพวกจำเลยนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตเป็นเหตุให้ ธ.กรุงไทยฯ ได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 10,054,467,480 บาท

โดยคดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิจารณาแล้ว มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ส.ค.58 ว่าจำเลยที่ 2-5 , ที่ 7-27 มีความผิดตามกฎหมายให้จำคุกจำเลยที่ 2-4 และที่ 12 ซึ่งเป็นอดีตคณะกรรมการบริหาร ธ.กรุงไทยฯ คนละ 18 ปี ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การฯและจำเลยที่ 5 , ที่ 8-11 และที่ 13-17 ซึ่งเป็นคณะกรรมการสินเชื่อ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์สินเชื่อ ธ.กรุงไทยฯ ให้จำคุกคนละ 12 ปี ส่วนจำเลยที่ 18 – 22 ซึ่งเป็นนิติบุคคล ให้ปรับรายละ 26,000 บาท และจำเลยที่ 23 -27 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทนิติบุคคลดังกล่าว จำคุกคนละ 12 ปี

ทั้งนี้ยังให้จำเลยที่ 20, 25-26 ร่วมกันคืนเงินให้ ธ.กรุงไทยฯ จำนวน 10,004,467,480 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 , 22, 27 ร่วมรับผิดเป็นเงินจำนวน 9,554,467,480 บาท รวมทั้งจำเลยที่ 12 – 17 , ที่ 21 ,23 , 24 ร่วมรับผิดจำนวน 8,816,732,100 บาทโดยศาลฎีกาฯพิพากษาให้ยกฟ้องนายนรินทร์ ดรุนัยธร และนางนงนุช เทียนไพฑูรย์ คณะกรรมการสินเชื่อ ธ.กรุงไทยฯ จำเลยที่ 6-7

ซึ่งต่อมา นายพงศธร และ บมจ.กฤษดา มหานคร จำเลยที่ 5 และ 20 ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่า มีพยานหลักฐานใหม่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ เช่น ธนาคาร , กรมที่ดิน และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่จะแสดงให้เห็นได้ว่า ช่วงระยะเวลาก่อนและหลัง การอนุมัติสินเชื่อให้กับ บริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี่ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด จำเลยที่ 19 นั้นกระแสเงินหมุนเวียนในบัญชี ตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 และบุคคลในครอบครัวรวมทั้งบุคคลใกล้ชิดไม่ได้เพิ่มขึ้นกว่าปกติ จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 5 ไม่ได้ร่วมทำผิดคดีนี้ เนื่องจากไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ นอกจากนี้จำเลยที่ 5 ยังได้ยื่นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงอีกหลายประการในเรื่องการพิจารณาสินเชื่อวงเงินกู้ เต็มความสามารถในการชำระหนี้ ของจำเลยที่ 19 รวมทั้งการลงนามในบันทึกขออนุมัติ สินเชื่อ

ขณะที่ บมจ.กฤษดามหานคร จำเลยที่ 20 ได้ยื่นอุทธรณ์ ว่ามีพยานหลักฐานใหม่ที่สำคัญและยังไม่เคยปรากฏอยู่ในสำนวนคดีมาก่อน ประกอบด้วย งบการเงิน และรายการแสดงความเคลื่อนไหวทางบัญชี ของจำเลยที่ 20 ที่จะแสดงให้เห็นว่าไม่มีการโอนเงินตามแคชเชียร์เช็ค 11 ฉบับซึ่งเป็นสินเชื่อที่บริษัทจำเลย ที่ 19 ได้รับจาก ธ.กรุงไทยฯ และรายงานประจำปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546-2556 ที่จะแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 20 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง และหลักฐานเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นและชื่อบริษัท

โดยองค์คณะพิจารณาอุทธรณ์ ได้พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 และ 20 แล้ว เห็นว่าอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลฎีกาฯ ซึ่งไม่ใช่กรณีมีพยานหลักฐานใหม่ ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยข้อ 4 ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในกรณีมีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนเเปลงไปในสาระสำคัญ พ.ศ.2551

องค์คณะพิจารณาอุทธรณ์ จึงมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 และ 20 ไม่ชอบด้วยระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะรับไว้พิจารณา

โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ก็ได้พิจารณาความเห็นขององค์คณะพิจารณาอุทธรณ์แล้ว มีมติเห็นชอบตามสำนวนความเห็นขององค์คณะพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าว จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์นี้ไว้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อที่ประชุมใหญ่ มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยของคดีทุจริตการพิจารณาสินเชื่อของ ธ.กรุงไทยฯ ไว้พิจารณาแล้ว คดีจึงถึงที่สุดที่จำเลยจะต้องรับโทษตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ซึ่งปัจจุบันจำเลยที่ถูกลงโทษก็ถูกคุมขังอยู่ ในเรือนจำและทัณฑสถานหญิงกลาง