ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ระบุระบบอุปถัมภ์แก้ยาก เสนอให้จัดกฐินต้านโกงระดมทุนปชช.เพื่อสร้างกลไกปรามคอร์รัปชั่น
สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) จัดงานสัมมนาเชิงวิชาการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เรื่อง “คอร์รัปชั่น ...หายนะประเทศไทย” โดยมีวิทยากรที่เกี่ยวข้องในวงการปฏิรูปและปราบปรามการคอร์รัปชั่นเข้าร่วมโดยนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่หนึ่ง กล่าวว่าในมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์นั้น ล่าสุดรัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.),สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายใต้ยุคของการขับเคลื่อนการปฏิรูป จะออกกฎหมายที่สำคัญเพื่อเป็นกลไกแห่งความหวังในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม, ร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า รวมถึงการมีพ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ที่บังคับใช้แล้วจะเป็นกลไกสำคัญที่จะป้องกันการทุจริตได้ ซึ่งตนมองว่านักการเมืองที่จะเข้ามาสู่ตำแหน่งทางการเมืองต้องให้ความหวั่นเกรงต่อการทำหน้าที่ด้วย
“ผมมองว่าจุดเริ่มต้นขณะนี้ เครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย รวมถึงบุคคลใกล้ชิดต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง หากเกิดคดีขึ้นในอนาคต ต้องจัดการเด็ดขาดเป็นมาตรฐานเดียว อย่าสองมาตรฐาน ซึ่งนายกฯ ได้ทำให้เป็นตัวอย่างแล้ว คือการให้เครือญาติถูกตรวจสอบ เพื่อให้สังคมมีหลักยึด กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติและกฎหมายปฏิรูปที่จะประกาศหลังจากที่รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ เชื่อว่าจะเป็นการปฏิรูปและแก้ปัญหาการทุจริตในระยะยาวได้” นายอลงกรณ์ กล่าว
ด้านพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า การทำงานในยุคปัจจุบัน ให้ สำนักงาน ป.ป.ช.จังหวัด ซึ่งมีพนักงานไต่สวนทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงในคดีขนาดเล็ก และขนาดกลาง เมื่อหากพบมูลความผิดก็จะรับเรื่องและดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และเมื่อเข้าสู่กระบวนการทางศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ การทำคดีต้องแล้วเสร็จภายใน 2ปี ดังนั้นเมื่อครบ 3 ปีต้องมีบุคคลที่รับผิดชอบต่อการทุจริตทีเ่กิดขึ้น ส่วนการทำคดีที่ค้างอยู่ในระบบประมาณ 500 เรื่องให้แล้วเสร็จ ภายใน 3 ปี ขณะที่เรื่องที่รับเข้ามาใหม่ ในรอบปี 2559 หากเข้าสู่กระบวนการไต่สวนแล้วต้องแล้วเสร็จภายใน 1 ปี
“ไม่เกิน 2ปี การทำคดีของ ป.ป.ช. จะไม่ล่าช้า และกลายเป็นป.ป.ช.รูปโฉมใหม่ เมื่อตั้งเป้าหมายแล้วจะทุ่มเทกำลังเจ้าหน้าที่ดำเนินการ อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาทุจริตที่จะเอาชนะได้จริงต้องอยู่ที่การป้องกันและปลูกฝัง ซึ่งเป็นเหมือนงานปิดทองหลังพระ ดังนั้น ป.ป.ช.จึงมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระยะที่3 (2560-2564) ซึ่งเสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยกำหนดเป้าหมายให้ ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต ด้วยการปลูกฝังให้คนในชาติทุกช่วงวัยไม่ยอมรับและไม่ทนต่อการทำทุจริต และมีบทบาทร่วมกันในการทำทุจริตในชาติให้กลายเป็นศูนย์ภายใน5 ปี ขณะที่การยกระดับเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านทุจริต กำหนดให้ฝ่ายการเมืองก่อนเข้าสู่ตำแหน่งต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านทุจริตต่อสาธารณะ” พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว
ทางด้านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นในส่วนของฝ่ายการเมือง ต่อให้คนการเมืองอาศัยวัดกินข้าวก้นบาตรแต่สุดท้ายก็ยังมีการคอร์รัปชั่นอยู่ดี ไม่เช่นนั้น ประเทศจะไม่มีคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ส่วนการทุจริตในภาครัฐต่อการจ่ายเงินเพื่อแลกรับโครงการของราชการ ไม่ใช่แค่ 15 เปอร์เซ็นต์ของโครงการ แต่มีสูตร 30-20-30 ซึ่งมีข้อมูลจากโครงการจัดสร้างสนามฟุตซอล ขณะที่ปัญหาเชิงนโยบายจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะปัจจุบันพบว่าในการจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่น มีการแจกจ่ายเพื่ออุดหนุนไปยังสมาคมฟุตบอลในท้องที่เพื่อพาคณะไปศึกษาดูงาน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าไม่ถูกกฎหมายและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้ายของการสัมมนา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ตนเคยระบุว่า ความรู้สึกละอายพอจะวัดกันได้ เพราะบ้านเมืองของเรานั้นเรียกว่าประเทศไทยขี้โกง เรามีความละอายกันขนาดไหน ที่จะวัดว่าละอายมากหรือละอายน้อย ซึ่งจะเชื่อมโยงกับความน่าเคารพนับถือ ไว้วางใจในประเทศไทย หากคนไทยรู้ว่าการปล้นชาติเป็นสิ่งที่น่าละอาย ควรไปแก้ไขในประเด็นดังกล่าว
“ประเทศของเรารักชาติพอสมควร หากเอาเรื่องคอร์รัปชั่นไปพูดให้เขาเข้าใจ และบอกว่า ออกเงินเพื่อสร้างเครื่องมือปราบปรามคอร์รัปชั่นน่าจะเป็นไปได้ อาจมีคนที่เห็นแก่ชาติบ้านเมืองที่มีเงิน หรือไม่มีเงินก็เป็นไปได้ ผมมีเรื่องเล่าซึ่งเกิดขึ้นระหว่างที่รัฐบาลได้สร้างสะพานข้ามคลองระหว่างเกาะยอ จ.สงขลาข้ามมาฝั่งเมือง ระหว่างที่ผมนั่งสนทนาอยู่นั้นมีผู้หญิงนำเงินมาให้ตน ประมาณพันกว่าบาท ซึ่งผมถามว่านำเงินมาให้ทำไม ผู้หญิงคนนั้นตอบว่าเงินที่ให้นั้นเป็นค่าเรือจ้างข้ามฝั่งเพื่อตอบแทนที่ได้สร้างสะพานข้ามมาฝั่งเมืองแทนการข้ามเรือซึ่งมีความเสี่ยงเรือล่ม ดังนั้นสิ่งที่ผมอาจจะมาปรับในเรื่องของการสนับสนุนกลไกปรามทุจริต เพราะเชื่อว่าจะมีผู้ที่ยินดีให้ความช่วยเหลือ หากไม่มีเงินก็อาจตั้งหรือจัดกองกฐินต้านทุจริตเพื่อระดมเงินก็ได้” พล.อ.เปรม กล่าว
พล.อ.เปรม กล่าวด้วยว่าสำหรับปัญหาของระบบอุปถัมภ์ เป็นเรื่องที่ยาก เพราะคนไทยช่วยเหลือคนผิดก็เป็นความจริงและถูกต้อง ซึ่งเขาต้องตอบแทนบุญคุณคนที่มีบุญคุณ ทั้งนี้แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ต้องช่วยกันคิดด้วยว่าจะทำอย่างไรให้เขาแยกให้ออกว่าแบบไหนไม่ควรอุปถัมภ์ หรือแบบไหนอุปถัมภ์ได้





