มุมมองนักวิชาการ หลังศาลรธน.มีคำวินิจฉัยตีกลับร่างรธน.ฉบับแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลประชามติโดย กรธ. ต่อประเด็นเปิดทางนายกฯคนนอก
นายอัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการอิสระ ด้านรัฐศาสตร์ มองว่า คำวินิจฉัยของศาลนั้นในหลักการนั้นเป็นไปตามผลการออกเสียงประชามติ ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการในระบอบประชาธิปไตย เมื่อศาลวินิจฉัยเช่นนี้คงไม่สามารถไปเปลี่ยนอะไรได้เมื่อศาลบอกว่าส.ว.ควรมีส่วนร่วมในการเปิดทางให้มีนายกฯคนนอกผลก็ต้องเป็นไปตามนั้น
แต่ทั้งหมดมีนัย “1 แถม 1” คือในวาระแรก 4 ปีและอีก 1 ปีที่เหลือ หรือรัฐบาลอาจจะอยู่แค่ 3 ปีแล้วยุบสภาก็ได้ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ทางการเมืองในขณะนั้น ส่วนตัวมองว่า ทั้งหมดนี้เป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจต้องการทุกอย่างทั้งส.ว.จำนวน50 คนที่คสช.คัดเลือกและอีก 200 คนที่กระบวนการต้องมาจบที่คสช.เช่นกัน ดังที่ตนเคยบอกมาโดยตลอดว่า ผู้ที่เขียนรัฐธรรมนูญเขียนไปตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ ดังนั้นคงทำอะไรไม่ได้
ส่วนที่มีการมองว่า เป็นอาจเปิดทางให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯได้ถึง 8 ปีนั้นมองว่า หากดูสถานการณ์ในขณะนี้หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือสะดุดก็ค่อนข้างชัดเจนว่าหากจะมีนายกฯคนนอกจริงก็คงจะหนี้ไม่พ้นพล.อ.ประยุทธ์แน่นอน ส่วนที่ว่าสถานการณ์ในอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไร หรือจะมีใครที่นอกเหนือจากพล.อ.ประยุทธ์หรือไม่นั้นยังไม่สามารถเดาได้เพราะสถานการณ์ขณะนี้อะไรก็พลิกผันได้เสมอ
ด้าน นายเจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เห็นว่าคำวินิจฉัยศาลที่ออกมานั้น ศาลได้พิจารณาใน 3 เรื่องคือ1.การเสนอชื่อที่ยังคงให้ส.ส.เสนอชื่อ 2.การให้ความเห็นชอบที่จะต้องเป็นหน้าที่ของ 2 สภา นอกจากนี้ในเรื่องของระยะเวลาระหว่างวาระเริ่มแรก กับระยะ 5 ปีแรกนั้น ในประเด็นคำถามพ่วงระบุว่าในระยะ 5 ปีแรก ดังนั้นถ้าจะให้กระบวนการสอดคล้องกันก็ต้องแก้เป็น 5 ปีแรก
และ3.การยกเว้นบทบัญญัติจากเดิมที่ให้มติส.ส.เกินกึ่งหนึ่งในการยกเว้นแต่เมื่อคำถามพ่วงให้รัฐสภาดังนั้นศาลจึงวินิจฉัยให้ส.ว.มีส่วนร่วมในการยกเว้นบทบัญญัติ
ยอมรับว่ากลไกดังกล่าวจะเปิดช่องให้สามารถเลือกนายกฯนอกบัญชีได้อย่างน้อย 2 สมัย ส่วนที่มีการมองว่า ในอนาคตอาจมีกลยุทธ์ทางการเมืองใดที่อาจจะทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอมในสมัยแรกคือ4 ปีซึ่งหากเป็นเช่นนั้นเท่ากับว่าจะสามารถเสนอชื่อนายกฯคนนอกได้มากกว่า 2 สมัยหรือกี่ครั้งก็ได้นั้น
นายเจษฎ์ มองว่า การยุบสภาในแต่ละครั้งรัฐบาลในขณะนั้นจะต้องมีเหตุมีผลที่เพียงพอ เพราะคะแนนเสียงที่จะใช้คือ 2 ใน 3 ของทั้ง 2 สภานั้นถือเป็นจำนวนที่ค่อนข้างสูงดังนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จึงมองว่าการทำอะไรที่นอกรีตนอกกรอบก็คงจะเป็นเรื่องที่ยากและจะเกิดปัญหาตามมา


