วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หจก.จันทร์โอชา

เรียกว่าเป็น "วิบากกรรม" ก่อนเกษียณของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม หลังถูกเปิดโปงธุรกิจของลูกชายคนโต ที่ตั้งบริษัทรับงานก่อสร้าง

“ทีมล่าความจริง NOW26” ลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก เพื่อตามหา หจก.แห่งนี้ ตามข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ระบุว่า หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น จดทะเบียนเมื่อวันที่ 4 พ.ค.2555 ทุนจดทะเบียน 1,500,000 บาท รูปแบบกิจการรับเหมาก่อสร้างทั่วไป ที่ตั้งเลขที่ 128/31/007 ต.อรัญญิก อ.เมืองพิษณุโลก

แต่เมื่อลงไปในพื้นที่จริง กลับไม่มีใครทราบว่า หจก.ของลูกชาย (อดีต) ปลัดกระทรวงกลาโหมตั้งอยู่ตรงไหน

  “ทีมล่าความจริง” ใช้แอพพลิเคชั่น Google maps เพื่อค้นหาที่ตั้งของ หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ปรากฏว่าบ้านเลขที่นี้อยู่ในเขตทหาร ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ ซึ่งมีสนามกอล์ฟดงภูเกิดอยู่ด้านใน แต่เมื่อขับรถตามเข้าไปกลับไม่พบอาคารหรือที่ตั้งของ หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น

กระทั่งทีมข่าวฯไปสอบถามพนักงานของที่ทำการไปรษณีย์ อรัญญิก จึงทราบว่าบ้านเลขที่ 128/31/007 นั้น เป็นบ้านพักทหารที่ตั้งอยู่ในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ

“เลข 128 เป็นหมวด และบ้านเลขที่ที่มีทับ 5 ตัวขึ้นไป จะเป็นบ้านพักทหาร”พนักงานไปรษณีย์อรัญญิก อธิบายกับ “ทีมล่าความจริง”

และต่อมาความจริงก็กระจ่างว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักของ พล.อ.ปรีชา เองเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 3 ช่วงปี 2556-2557 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่จดทะเบียนก่อตั้ง หจก.

การใช้บ้านตัวเอง หรือบ้านของบุพการี หรือแม้แต่บ้านเช่า ในการจดทะเบียนตั้ง หจก.หรือบริษัทนั้น หากพิจารณาตามตัวบทกฎหมายก็ไม่ได้เป็นความผิดแต่ประการใด ทว่าบ้านที่ใช้จดทะเบียนเป็นที่ตั้งของ หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น เป็นบ้านพักทหาร จึงมีคำถามตามมาว่าทำได้หรือไม่

“ทีมล่าความจริง” ตรวจสอบระเบียบการเข้าพักอาศัยในบ้านพักข้าราชการทหารของหน่วยทหารต่างๆ พบว่าแต่ละหน่วยมีระเบียบแยกเป็นของตนเอง แต่สาระสำคัญมีคล้ายๆ กัน คือ ห้ามใช้บ้านพักทหารในการประกอบกิจการค้า

อย่างเช่น ระเบียบสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการพักอาศัยในอาคารที่พักอาศัยของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2555 ในข้อ 18.14 ระบุชัดว่า "ห้ามประกอบการค้าใดๆ ในที่พักอาศัยซึ่งทางราชการมิได้จัดไว้ หรือผู้ปกครองอาคารที่พักอาศัยไม่ได้อนุญาต”

คำถามก็คือ การใช้บ้านพักทหารไปจดทะเบียนตั้ง หจก.ของนายปฐมพล ได้รับอนุญาตจากใคร เนื่องจาก พล.อ.ปรีชา ผู้เป็นบิดา และยังเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ด้วย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ไม่ทราบเรื่องมาก่อนว่าลูกชายใช้บ้านพักทหารไปจดทะเบียนตั้ง หจก.

ขณะที่ตามหลักการจดทะเบียนตั้งบริษัท หรือ หจก. หากผู้ก่อการ (ผู้ริเริ่มในการจดทะเบียน) ไม่ได้ใช้สถานที่ของตนเองเป็นที่ตั้งบริษัท ก็จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่เป็นลายลักษณ์อักษรก่อน

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือเรื่องทุนจดทะเบียนของ หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ซึ่งจดแจ้งเอาไว้ว่ามีทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท

แต่เมื่อตรวจสอบโครงการที่ หจก.แห่งนี้เข้าไปรับงาน พบว่ามีจำนวนถึง 11 โครงการ มูลค่ารวม 155 ล้านบาทเศษ แม้ว่าแต่ละโครงการจะมีมูลค่าหลักสิบล้าน แต่ก็มีคำถามเรื่องความเหมาะควร เนื่องจาก “ทุนจดทะเบียน” คือทุนที่ หจก.ใช้ในการประกอบธุรกิจ หากประสบปัญหาขาดทุน หรือโครงการที่รับงานมามีปัญหา หจก.ก็จะรับผิดเท่ากับจำนวนทุนจดทะเบียนเท่านั้น

การรับงานมูลค่ารวมสูงขนาดนี้ จึงกลายเป็นภาระความเสี่ยงที่อาจจะก่อความเสียหายให้กับหน่วยราชการคู่สัญญาหรือไม่ หากโครงการมีปัญหา

ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยราชการคู่สัญญากับ หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ล้วนอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก 3 โครงการ ขณะที่อีกหลายโครงการเป็นของกองทัพภาคที่ 3 เองด้วยซ้ำ

เช่น การต่อเติมอาคาร กองบังคับการจังหวัดทหารบกพิษณุโลก ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นต้น

คำถามที่หลายคนอยากรู้ก็คือ หจก.แห่งนี้ได้งานเพราะความสามารถ ศักยภาพ หรือนามสกุล

ปัญหานี้ดูจะยังไม่จบง่ายๆ แม้ พล.อ.ปรีชา ได้เกษียณอายุราชการแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา และผู้มีอำนาจในรัฐบาลจะประเมินว่ากระแสโจมตีเรื่องนี้จะค่อยๆ จางลง เพราะ “ต้นเรื่อง” อย่าง พล.อ.ปรีชา ไม่ได้อยู่ในสปอตไลท์อีกต่อไป

แต่ต้องไม่ลืมว่า มีคนไปยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ ซึ่งกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงก็ต้องดำเนินไปตามขั้นตอนกฎหมาย

แม้หลายคนจะเชื่อว่าบทสรุปสุดท้ายคงจะเอาผิดอะไรไม่ได้ ด้วยเหตุผลของตัวกรรมการ ป.ป.ช.เองด้านหนึ่ง และอีกด้านหนึ่งคือการที่ผู้ถูกกล่าวหามีความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจในบ้านเมืองด้วยก็ตาม

แต่เรื่องแบบนี้ย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่น และทำให้การสืบทอดอำนาจต่อไปของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพลพรรคคสช. อยู่ในสถานะที่ท้าทายกระแสสังคมมากขึ้นกว่าเดิม

เพราะปัญหาของ “จันทร์โอชาผู้น้อง” ย่อมสะเทือนถึง “จันทร์โอชาผู้พี่” อย่างหลีกเลี่ยงมิได้!