วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดผลงานโบแดงรอบ 2 ปี 'รัฐบาลบิ๊กตู่'

เปิดผลงานโบแดง ครบ 2 ปี รัฐนาวาภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในฐานะนายกรัฐมนตรี

ครบ 2 ปี รัฐนาวาภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้เตรียมแถลงผลงานของรัฐบาลให้ประชาชนได้รับทราบในวันที่ 15 .ย. 2559 นี้ เราจึงได้สรุปถึงผลงานที่รัฐบาลเตรียมแถลงดังนี้

@ ด้านความมั่นคง

1.การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน : ได้จัดทำกฎหมาย มาตรการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในหลายด้าน อาทิ ปรับปรุงการพิจารณาคดีให้รวดเร็ว และไม่นับอายุความสำหรับจำเลยที่หลบหนีคดี ซึ่งได้เพิ่มโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตในกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นโดยมิชอบ พร้อมจัดตั้งศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยให้เป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และได้แก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและปัญหาไปแล้ววก่า 170 ฉบับ

นอกจากนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดทางอาญาว่าร่ำรวยผิดปกติ และประเมินมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ปี 2556-2558 จำนวนเรื่องร้องเรียน 193 เรื่อง มูลค่าความเสียหาย 515,116 ล้านบาท ส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบการการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตั้งแต่ปี 2555-2559 ได้พิจารณาความผิดไปแล้ว 524 คดี ยุติเรื่องได้ 135 คดี ศาลพิพากษาแล้ว 11 คดี

2.การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย : รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหานี้เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยประกาศใช้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ปรับปรุงกฎหมายการทำประมงให้สอดคล้องกับหลักสากลระหว่างประเทศ จำนวน 91 ฉบับ จัดตั้งศูนย์บัญชาการการแกไข้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เพื่อแก้ไข้ปัญหาในทุกมิติอย่างจริงจัง ติดตั้งอปุกรณต์ดิตามเรือกว่า 9,000 ลำ โดยประเทศไทยได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่ามีความตั้งใจและมีความก้าวหน้าในการแก้ปัญหา

3.การแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO : ภายหลัง ICAO ได้พบข้อบกพร่องในการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนของประเทศไทย และประกาศติดธงแดง เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ส่งผลกระทบต่อสายการบินของประเทศไทยที่ทำการบินไปยังประเทศต่างๆ หัวหน้าคสช.จึงมีคำสั่งจัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน (ศบปพ.) ดำเนินการแก้ไขปัญหาสำคัญได้แก่ 1.การแก้ปัญหาด้านกฎหมายหลักด้านการบินพลเรือน 2.แก้ปัญหาด้านโครงสร้างด้านการบิน 3.การแก้ปัญหาด้านบุคลากร ทั้งนี้ได้เร่งรัดให้จัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว เพื่อปลดธงแดงให้กับประเทศไทย

4.การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ : การทำงานในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา มีลักษณะบูรณาการการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และเป็นเอกภาพมากขึ้น โดยกำหนดภารกิจงานสำคัญ 7 กลุ่ม ดังนี้

4.1ภารกิจรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ผ่านโครงการโมเดลทุ่งยางแดง สามารถดึงกำลังประชาชนมาร่วมดูแลพื้นที่ได้วันละประมาณ 20,000 คน

4.2 ภารกิจงานอำนวยความยุติธรรมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ มีบุคคลต้องสงสัยมารายงานตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จำนวน 3,900 คน

4.3 ภารกิจสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ มีการให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลรอบด้าน และทำให้โลกมุสลิม องค์กรระหว่างประเทศ และต่างประเทศ เข้าใจและสนับสนุนการดำเนินการภาครัฐ

4.4 ภารกิจงานด้านศึกษา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม

4.5 ภารกิจงานพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่และคุณภาพชีวิต

4.6 ภารกิจงานเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและการขับเคลื่อนนโยบาย

4.7 งานแสดงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี ได้จัดตั้งกลไกขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อนสันติสุข โดยเห็นพ้องกำหนดพื้นที่ปลอดภัยร่วมกัน

5. การจัดระเบียบสังคม : ปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ สินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองตามาตรฐาน (มอก.) โดยสามารถตรวจยึดสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากว่า 18.610 คดี ยึดของกลางกว่า 8.3 ล้านชิน มูลค่าความเสียหายกว่า 6,500 ล้านบาท นอกจากนี้ยังดำเนินการกับเจ้าของกิจการที่มีลักษณะเป็นตัวแทนอำพราง โดยตรวจสอบผู้ประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ ระหว่างเดือน 2558-มกราคม 2559 พบผู้ประกอบอาชีพมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต (ไกด์เถื่อน) 113 ราย และพบผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวผิดกฎหมาย 37 ราย เพิกถอนใบอนุญาต 6 ราย พักในอนุญาต 19 ราย

6. การบริหารจัดการน้ำ : รัฐบาลได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปี 2558-2569 โดยจัดทำประปาหมู่บ้าน 7,590 หมู่บ้าน ดำเนินการแล้ว 5,583 หมู่บ้าน แหล่งน้ำในเขตชลประทาน 5,800 ลบ.ม. พื้นที่ 6.7 ล้านไร่ ดำเนินการแล้ว 702 ลบ.ม. พื้นที่ 1 ล้านไร่ แหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน 10,290 แห่ง ดำเนินการแล้ว 3,225 แห่ง

7.การทวงคืนผืนป่าและการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน : จับกุมผู้กระทำคดีรุกป่าไม้ได้ 4,367 คน จับกุมผู้กระทำผิดคดีเกี่ยวกับการทำไม้ได้ 14,209 คน มีไม่ของกลางรวม 1,096,660 ท่อน พร้อมจัดที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนจำนวน 5,628 คน รวมพื้นที่ 7,637 แปลง

8. การลดปัญหาสภาวะโลกร้อนและก๊าซเรือนกระจก : มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศลงร้อยละ 7-20 ในภาคพลังงานและการขนส่งก่อนปี 2563

@ ด้านเศรษฐกิจ

1.มาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพอิสระ : ออกมาตรการระยะเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือภาคการเกษตร

1.1 ชาวนา เพิ่มรายได้แก้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ช่วยเหลือเกษตรกรวม 3.63 ล้านครัวเรือน วงเงิน 39.506 ล้านบาท

1.2 ชาวสวนยาง ได้จ่ายชดเชยเกษตรกรในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ตามที่กำหนดในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ช่วยเหลือเกษตรกรรวม 827,742 ครัวเรือน วงเงินรวม 8,314 ล้านบาท

1.3 การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ออกมาตราสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและจำเป็นของเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้วปี 2558-2559 วงเงิน 6,000 ล้านบาท จัดทำโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี เกษตร วงเงิน 72,000 ล้านบาท และโครงการชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตสู้วิกฤตภัยแล้ว วงเงิน 15,000 ล้านบาท พร้อมชะลอหรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ 90,127 ราย จ้างแรงงานชลประทาน 144,442 ราย

2.มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรระยะกลางและระยะยาว : ปีการผลิต 2559/2560 ได้แก่ สนับสนุนการใช้เมล็ดพันธุ์ข้ามหอมมะลิคุณภาพดี ครัวเรือนละไม่เกิน 125 กก. จัดส่งเมล็ดพันธุ์แล้ว 7,857 ตัน เกษตรกร 71,272 ราย รวมพื้นที่ 637,962 ไร่ พร้อมปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวเป็นการปลูกพืชชนิดอื่น รายละไม่เกิน 5 ไร่ หากพื้นที่ใดไม่เหมาะสมกับการปรับเปลี่ยนสนับสนุนให้เลี้ยงสัตว์ทดแทน

3.กลไกขับเคลื่อน : อุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 ประเภท 1.อุตสาหกรรมสมัยใหม่ มีเงินทุน 29,249 ล้านบาท 2.อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิคส์อัจฉริยะ มีเงินลงทุน 12,563 ล้านบาท 3.อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีเงินลงทุน 8,240 ล้านบาท

4.การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร มีเงินลงทุน 22,586 ล้านบาท

5.อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีเงินลงทุน 385 ล้านบาท

6.อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ มีเงินลงทุน 246 ล้านบาท

7.อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ มีเงินลงทุน 112 ล้านบาท

8. อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ มีเงินลงทุน 12.166 ล้านบาท

9. อุตสาหกรรมดิจิทัล มีเงินลงทุน 1,807 ล้านบาท

10. อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร มีเงินลงทุน 4,521 ล้านบาท

ด้านคมนาคม ในปี 2560 เริ่มก่อสร้างโครงการข่ายรถไฟฟ้า จำนวน 10 เส้นทาง ในกทม.และปริมณฑล และเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่ 6 สายแรกที่มีความพร้อมก่อน โดยระยะที่ 2 จะก่อสร้างอีก 8 เส้นทาง

@ ด้านสังคม

สวัสดิการสังคม : ให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 3 ปี 600 บาท/คน/เดือน โดยมีผู้มาลงทะเบียน 134,279 คน วงเงิน 237 ล้านบาท จ่ายเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ 7.9 ล้านคน วงเงิน 68,000 ล้านบาท และเพิ่มเบี้ยคนพิการ จากเดิม 500 เป็น 800 บาท วงเงิน 13,353 ล้านบาท

@ ด้านการต่างประเทศ

ยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ ส่งเสริมการค้า การลงทุนร่วม โดยมุ่งสู่วิสัยทัศน์ให้ประเทศไทย มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และดำเนินการเชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ กระชับความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดี เพิ่มการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ครอบคลุมมูลค่าการค้ากว่า 8.34 ล้านล้านบาท รวมถึงแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง โดยนายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนประเทศต่างๆอย่างเป็นทางการแล้ว 12 ประเทศ

@ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

รัฐบาลได้เร่งรัดออกกฎหมายที่จำเป็นได้กว่า 175 ฉบับ แบ่งเป็น กฎหมายเพื่อประชาชน 70 ฉบับ กฎหมายเพื่อนการบริหารงานภาครัฐ 81 ฉบับ กฎหมายเพื่อนการค้าการลงทุน 24 ฉบับ

@ ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี

รัฐบาลได้วางกรอบยุทธศาสตร์ชาติไว้ 6 ด้าน 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 2. ยุทธศาสตร์การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพคน 4.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม 5.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

ทั้งนี้ในบทส่งท้ายระบุว่าที่ผ่านมา การทำงานของรัฐบาลได้รับการยอมรับจากนากนาชาติอาทิ การได้เป็นประธานกลุ่ม G77 ดัชนี้วัดภาพลักษณ์การคอร์รับชั่นดีขึ้นเกือบ 30 อันดับ การประเมินสถานการณ์คอร์รับชั่นในสายตาต่างชาติดีที่สุดในรอบ 6 ปี และโปร่งใสดีที่สุดรอบ 10 ปี หรือการจัดอันดับประเทศทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลกสองปีติดต่อกัน รวมถึง สหรัฐอเมริกาได้ปรับระดับในรายงานการค้ามนุษย์ (TIP Report) ประจำปี 2559 เป็นระดับ 2 Watch List ซึ่งอาจส่ง “ผลดี” ต่อการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing)
ของสหภาพยุโรป (EU)

ทั้งนี้มีการระบุในตอนท้ายว่าจะ “นำพาประเทศของเราไปสู่ “ ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ” เป็น“ บ้านแสนสุข ” ของทุกคนในวันนี้และสำหรับลูกหลานไทยในอนาคต”