วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สนช.รับหลักการร่างพ.ร.บ. กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา

ร่างพ.ร.บ.กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาฉบับใหม่ เพิ่มอำนาจคกก.กยศ.เข้าถึงข้อมูลผู้กู้ หวังเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามชำระเงินคืน

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มี นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่สอง เป็นประธาน โดยได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการ ศึกษา พ.ศ ... ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดย นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า เป็นการปรับปรุงแก้ไขจากพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ปี2541 โดยเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาและสำนักงาน ขึ้น พร้อมกับจัดตั้งคณะอนุกรรมการกำกับการชำระเงินคืนกองทุน เพื่อทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบและกำกับดูแลให้การชำระเงินคืนกองทุนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขของคณะกรรมการ โดยให้อธิบดีกรมบัญชีกลาง ทำหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการ

    ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา ประกอบด้วย กรณีขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลักเพื่อตอบสนองการผลิตกำลังคน สาขา วิชาขาดแคลนกำลังคน หรือ กองทุนส่งเสริมเป็นพิเศษ หรือเป็นเด็กเรียนดี เรียนเลิศ ส่วนการประเมินมาตรฐานนั้นให้มีคณะอนุกรรมการกำกับ และประเมินสถานศึกษาที่เข้าร่วมดำเนินงานกับกองทุน เป็นผู้ทำหน้าที่เสนอแนะให้คำปรึกษา โดยมี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เป็นไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพการคืนเงินแก่กองทุน มากยิ่งขึ้น และทำให้เงินงบประมาณหมุนเวียนเพื่อการศึกษาส่งผลถึงกับผู้กู้ยืมรุ่นหลังได้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ ได้ให้ความสำคัญต่อการติดตามชำระเงินกู้ยืมคืนแก่กองทุน โดยยกขึ้นเป็นหมวดเฉพาะ หรือหมวด5 มีสาระสำคัญคือ ให้เริ่มคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมนับแต่สำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้ว และเพื่อประโยชน์ในการติดตามชำระเงินคืนของคณะกรรมการ ให้สามารถขอข้อมูลส่วนบุคคลของผู้กู้ยืมเงินจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หรือบุคคลที่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้กู้ พร้อมกับสามารถเปิดเผยข้อมูลการกู้ยืม หรือการชำระเงินของผู้กู้ ให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือบุคคลตามที่ร้องขอได้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสนช.ส่วนใหญ่อภิปรายต่างสนับสนุน การปรับแก้ไขกฎหมายดังกล่าว แต่ก็ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการเคารพข้อมูลสิทธิส่วนบุคคล รวมถึงมาตรการติดตามชำระเงินคืน ควรแบ่งประเภทมาตรการโดยยึดวัตถุประสงค์ของกยศ.ที่มุ่งหวังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลด้วย อาทิ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสนช. อภิปรายว่า การที่ให้คณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเปิดเผยข้อมูลของผู้กู้แก่บุคคลอื่นนั้น มองว่าเป็นปัญหายิ่งกว่าระบบพร้อมเพย์ จึงควรมีการจำกัดกรอบการเข้าถึงข้อมูลหรือไม่เพื่อรักษาสิทธิความเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกับ พลเรือเอก วัลลภ เกิดผล สมาชิกสนช. ที่เห็นว่า ควรพิจารณาให้มีความถี่ถ้วน โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมถึงกรณีผู้กู้ยืมต้องแจ้งนายจ้างรับทราบว่าเป็นผู้กู้ยืมกยศ.หลังจากรับเข้าทำงานแล้ว 1 เดือน เพื่อให้นายจ้างจะรับทราบว่าผู้เข้าทำงานมีหนี้สินอยู่กับภาครัฐ และการมีบทลงโทษนายจ้างที่ไม่ส่งเงินจากการหักเงินเดือนลูกจ้าง ให้นายจ้างรับผิดแทนนั้น มองว่าควรมีการศึกษาข้อดีข้อเสียถึงการแจ้งต่อนายจ้างก่อนหรือหลัง เพราะหากกำหนดแจ้งนายจ้างทราบภายหลังอาจเกิดการปัดความรับผิดชอบ แต่หากสามารถแจ้งนายจ้างรับทราบก่อนให้ผู้กู้เข้าทำงาน น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับนายจ้างมากกว่า

    นายวิสุทธิ์ ชี้แจงว่า การเข้าถึงข้อมูลผู้กู้นั้น เพื่อประโยชน์ติดตามทวงถามหนี้ในการหักเงินเท่านั้น คงไม่ก้าวล่วงเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล อีกทั้งจะต้องเป็นการเข้าถึงโดยยินยอมของผู้กู้ด้วย หลังจากนั้น ที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ด้วยคะแนนเห็นด้วย 141 ไม่เห็นด้วย 1 งดออกเสียง 4 พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาจำนวน 15 คน