รมว.ยุติธรรม เผย "ชนม์สวัสดิ์" เข้าข่ายพักโทษ ลั่นข่มขืน-ภัยสังคมจะไม่เสนออภัยโทษ ชี้แจงขั้นตอนลดโทษ-ปล่อยนักโทษ2แสนราย
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงภายหลังประชุมแผนรองรับการปล่อยตัวผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ 2559 ร่วมกันของ 6 หน่วยงานเกี่ยวข้องประกอบด้วย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยระบุว่า มีผู้ต้องขังจำนวน 200,000 คน จะได้รับการลดวันลงโทษ และปล่อยตัว
โดยผู้ต้องขังกลุ่มแรกที่ได้รับการปล่อยตัวทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขเป็นเยาวชน ผู้พิการ ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และคดีเล็กน้อย ไม่เป็นภัยต่อสังคมจำนวน 7,780 คน โดยปล่อยตัวไปแล้วกว่า 3,000 ราย ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 4,000 ราย จะปล่อยทันทีหลังมีมติครม.รองรับ
กลุ่มที่ 2 เป็นผู้ต้องขังที่ได้ลดวันลงโทษทั้งระบบ แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้ลดวันลงโทษ แต่ยังต้องรับโทษส่วนที่เหลืออยู่ต่อไป ซึ่งกรมราชทัณฑ์จะเร่งดำเนินการ และกลุ่มที่ 3 ได้ลดวันลงโทษจนเหลือวันต้องโทษน้อย จนอยู่ในเกณฑ์พักการลงโทษอีกประมาณ 5,000 คน ซึ่งคณะกรรมการพักการลงโทษจะเป็นผู้พิจารณา
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า สังคมส่วนใหญ่จะมีความกังวลกับคนกลุ่มแรกที่กำลังทยอยปล่อยตัวออกไปจากเรือนจำ ทำให้นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงจึงได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อรองรับการจัดทำแผนรองรับ ซึ่งการหารือได้ข้อยุติจัดทำแผน ”ประชารัฐห่วงใยไม่ทอดทิ้งกัน” โดยในวันอังคารที่ 23 ส.ค.นี้ จะนำข้อสรุปเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้รับทราบ โดยแผนดังกล่าวกระทรวงยุติธรรมจะเป็นศูนย์กลาง กรมราชทัณฑ์จะเป็นหน่วยงานกลางประสานกับกระทรวงมหาดไทยส่วนระดับภูมิภาคจะขอให้ครม.พิจารณาให้ กรมการปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนาสังคมจังหวัด แรงงานจังหวัด สำนักงานยุติธรรมจังหวัด และสาธารณสุขจังหวัด โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดเพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน
รัฐมนตรีว่าการยุติธรรม กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ต้องหาที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษมีผลให้ลดวันต้องโทษซึ่งไม่อยากให้ดูว่า “บิ๊กเนม” หรือไม่ หรือกรณีนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ก็อยู่ในกลุ่มที่ได้รับการลดโทษ 4 เดือนจนเหลือโทษจำคุกอยู่อีกประมาณเดือนเศษ ทำให้อยู่ในเกณฑ์ได้รับการพักโทษ ส่วนจะได้รับการพักโทษหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการฯและจะต้องผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการระดับกระทรวงที่มีปลัดกระทรวงและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งผู้ต้องขังที่อยู่ในข่ายนี้จะได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน
ส่วนผู้ต้องขังในคดีข่มขืนและเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมสร้างบาดแผลให้สังคมจะไม่เสนอให้อภัยโทษและไม่ได้สิทธิพักโทษ ยกเว้นคดีผิดทางเพศที่เป็นการข่มขืนระหว่างสามีภรรยา
“สำหรับผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวแล้วเมื่อพ้นโทษออกไปแล้วและยังไปก่อความผิดซ้ำ จะถูกจับตัวกลับมาดำเนินคดีใหม่ เมื่อถูกจำคุกจะต้องถูกเพิ่มโทษ ไม่ได้รีบสิทธิ์พักโทษหรือลดโทษใด ๆ และจัดให้เป็นนักชั้นเลว” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว


