ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเหมืองแร่ทองคำของ บริษัทอัครา ไมนิ่ง จำกัด (มหาขน)ยืดเยื้อมานานมีความเห็ 2 ฝ่าย
จนช่วงเดือนพ.ย.ปี2557ได้มีการตรวจเลือดของชาวบ้านในเขตพื้นที่เหมืองทองชาตรี600คน พบมีค่าโลหะหนักเกินมาตรฐานถึง300คน
ทำให้ต้องนำเรื่องดังกล่าวขึ้นมาหารือระดับชาติของ4กระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ปัญหากรณีเหมืองแร่ทองคำของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ตรวจสอบข้อเท็จจริง
เมื่อ10พ.ค.2559คณะกรรมการร่วมฯมีความเห็นเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้ยุติการดำเนินกิจการเหมืองแร่ทองคำของบริษัทอัคราฯ ทั้งหมดช่วงสิ้นปี2559มติของคณะกรรมการร่วมฯลงความเห็นว่า
- ยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ และประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ รวมถึงคำขอต่ออายุประทานบัตรด้วย
กรณีของบริษัทอัคราฯ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพนักงาน และเพื่อเตรียมการเลิกประกอบกิจการเห็นควรให้ต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมของบริษัทออกไปจนถึงสิ้นปี 2559 เพื่อให้นำแร่ที่เหลืออยู่ไปใช้ประโยชน์ให้บริษัทอัคราฯ เร่งดำเนินการปิดเหมือง และฟื้นฟูพื้นที่
- ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชน และบรรเทาปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลังการปิดกิจการเหมืองแร่และโลหกรรมของบริษัทอัคราฯ ให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำกับดูแลการปิดเหมือง และฟื้นฟูพื้นที่ให้กระทรวงสาธารณสุข ดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องส่วนกระทรวงแรงงาน ดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการ
จากนั้นเมื่อ7มิ.ย.2559ครม.ได้มีมติยกเลิกมติ ครม.เมื่อ10 พ.ค.2559โดยระบุว่ารายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการแก้ปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่ของบริษัทอัคราฯเป็นการรายงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทอัคราฯในรูปแบบวีดีทัศน์ โดยไม่มีเอกสารเสนอครม.จึงให้ยกเลิกมติครม.
ดังกล่าวและมีมติดังนี้
1.รับทราบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมรายงานในรูปแบบวีดีทัศน์และให้กระทรวงอุตสาหกรรมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะกรรมการฯให้เป็นที่เข้าใจอย่างถูกต้องตรงกัน
2. ให้กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเรื่องนี้ให้เป็นไปตามข้อกฎหมายและระเบียบต่างๆ
วิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นว่า เป็นการแก้ไขมติครม. แต่จำเป็นต้องใช้คำว่ายกเลิกมติครม.เดิม เพื่อจะออกมติครม.ใหม่เป็นการแก้ไขเนื่องจากการประชุมครั้งแรกได้จดมติออกมาเพื่อทำมติ แต่จดไม่ตรงกับความเป็นจริงในที่ประชุมขณะนั้นจึงต้องยกเลิกมติเดิม แล้วออกมติใหม่ซ้ำลงไป
ส่วนการปิดเหมืองทองคำยังคงปิดเหมือนเดิม เพียงแต่แก้มติให้มีถ้อยคำรัดกุมและตรงตามความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น
ปรากฏว่าถ้อยคำที่ออกไปทำให้เกิดการตีความไปได้อีกแบบยังยืนยันว่าปี 2560 จะไม่มีเหมืองทองคำได้ให้กระทรวงอุตสาหกรรมไปออกคำสั่งอีกครั้ง เนื่องจากเป็นอำนาจโดยตรงไม่ใช่อำนาจครม.จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้องแก้ไขมติครม.เดิม
เหตุุผลของการเสนอยกเลิกมติ ครม.แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบายว่าจากการพิจารณาข้อมูลต่างๆแล้ว
มติครม.เมื่อ10พ.ค.2559ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจทำให้ดึงครม.เข้าสู่การฟ้องร้องจากบริษัทเอกชนได้ เพราะผิดหลักกฎหมายสากลที่รัฐบาลไปยกเลิกประทานบัตรที่ได้อนุญาตไปแล้ว ประทานบัตรยังมีอายุจนถึงปี2571 หากมีการฟ้องร้อง
“มีโอกาสที่จะแพ้สูง ทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินค่าปรับจำนวนมาก”
กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ปรับแนวทางการดำนินงาน โดยไม่แตะส่วนของประทานบัตรเหมืองแร่ที่จะหมดในปี2572แต่จะหันไปใช้อำนาจการอนุญาตแทน โดยจะไม่อนุญาตให้ต่ออายุการดำเนินกิจการใบอนุญาตประกอบโลหะกรรม หรือโรงแต่แร่ และไม่อนุญาตต่อประทานบัตรแร่ทองคำในแปลงที่หมดอายุ
แปลงที่หมดอายุนี้เป็นพื้นที่ไข่แดงที่จะเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ที่มีอายุประทานบัตรถึงปี2571แต่การไม่อนุญาตใน2ข้อนี้ จะทำให้เอกชนไม่สามารถประกอบกิจการเหมือแร่ได้หากถูกฟ้องร้องสามารถต่อสู้คดีได้
ผู้เชี่ยวชาญการทำเหมืองแร่ระบุว่าถ้ากพร.ไปยกเลิกประทานบัตรที่ยังไม่หมดอายุและยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันขึ้นศาลไหนก็แพ้ เพราะเป็นการยกเลิกอย่างไม่เป็นธรรม
การไม่อนุญาตต่ออายุโรงแต่งแร่ในพื้นที่ประทานบัตรต่อเนื่องที่มีแร่อยู่ ก็จะมีความผิดเช่นกัน แต่พอจะยกมาเป็นข้ออ้างต่อศาลได้ว่าเป็น“อำนาจกพร.”ว่าจะอนุญาตหรือไม่ก็ได้ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะแพ้เพราะการไม่อนุญาตใน2ส่วนนี้จะทำให้ต้องปิดเหมืองไปโดยปริยาย ไม่ต่างจากการยกเลิกประทานบัตรที่ผ่านมาการประกอบกิจการเหมืองแร่รัฐต้องออกใบอนุญาตเป็นปกติหากไม่มีเหตุผลอันควรที่จะไม่ต่อใบอนุญาตการไม่ต่ออายุต้องมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน
ส่วนความขัดแย้งในพื้นที่ รัฐบาลจะต้องลงมาเป็นผู้เจรจาไกล่เกลี่ย ให้ผู้ที่ขัดแย้งยอมรับ แต่ถ้ามีชาวบ้านบางส่วนไม่ยอมรับก็สามารถไปฟ้องศาลปกครองต่อรัฐก็ได้เมื่อเข้าสู่กระบวนการทางศาลและมีคำตัดสินทุกฝ่ายก็ควรปฏิบัติตาม จึงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด“รัฐไม่ต้องเสียค่าโง่”
เชิดศักดิ์ อรรถอารุณผู้จัดการฝ่ายประสานกิจการภายนอก บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน)บอกว่าได้รับหนังสือแจ้งยกเลิกมติ ครม. จาก กพร.แล้ว เห็นว่ามติ ครม.เมื่อ7 มิ.ย. 2559 ไม่เพียงแต่จะสั่งยกเลิกมติ ครม.เมื่อ10 พ.ค. 2559เท่ากับเหตุการณ์ทุกอย่างกลับไปสู่จุดเดิมก่อนที่จะมีมติ ครม.ทำให้คำสั่งยกเลิกสัมปทาน ยกเลิกอาชญาบัตรสำรวจทองคำ และคำสั่งยกเลิกอื่นๆทั้งหมดไม่มีผล
บริษัทยังคงประกอบกิจการได้ต่อไป และยังสามารถยื่นขอต่ออายุโรงประกอบโลหะกรรม (โรงแต่งแร่) และประทานบัตรที่หมดอายุได้ กระทรวงอุตสาหกรรมก็ควรจะพิจารณาไปตามข้อกฎหมายและระเบียบต่างๆตามปกติ ให้เป็นไปตามมติ ครม.
อย่างไรก็ตาม ยังติดขัดปัญหาสำคัญการต่ออายุโรงแต่งแร่ ที่ กพร. ได้ต่ออายุให้ถึงสิ้นปีนี้ซึ่งตามปกติจะต่ออายุครั้งละ 3-5 ปี ทำให้บริษัทไม่สามารถประกอบกิจการเหมืองแร่ได้ จึงได้ยื่นหนังสือขออุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรม ไปยัง กพร. แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอคำตอบจาก กพร.
“หากยังคงยืนยันต้องปิดโรงแต่แร่สิ้นปีนี้ ก็จะยื่นอุทธรณ์ต่อไป เราอยากจะเข้าไปพูดคุยกับกระทวงอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ 2 ฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่ยังคงยืนยันใช้แนวทางด้านกฎหมายไว้ในกรณีท้ายที่สุด ยังอยากที่จะเจรจาเพื่อให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี ไม่อยากให้เป็นบาดแผลของทั้ง 2 ฝ่าย” เชิดศักดิ์ ย้ำ
ที่ผ่านมาเครือข่ายผู้ที่สนับสนุนให้มีเหมืองทองคำ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ทางผู้ตรวจการแผ่นดินได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลแล้ว ทำให้มีความเข้าใจในสถานการณ์มากขึ้นหลังจากนี้ก็จะไปหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น หากต้องปิดเหมืองทองคำ





