วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'พงศพัศ'ประชุมคลี่คดีบึ้มป่วน7จว. ยันทุกเหตุเชื่อมโยงกัน

“พงศพัศ”ประชุมคอนเฟอร์เรนซ์คลี่คดีบึ้มป่วน7จว. ยันคืบหน้าทุกเหตุเชื่อมโยงกัน เร่งต่อจิ๊กซอว์เปิดโปงขบวนการ

ที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค1-9(บช.ภ.1-9) ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายก่อเหตุวางระเบิด และวางเพลิงในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้

พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้(14 ส.ค.)ศปก.ตร.มีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีเพลิงไหม้ และเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ โดยได้กำชับให้มีการเฝ้าระวังเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการดูแลแหล่งท่องเที่ยว ศูนย์การค้า รวมถึงโรงแรมที่มีชาวต่างชาติพักอาศัย โดยตลอดช่วงเวลา 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น

แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องต่อไป สำหรับข้อมูลด้านการข่าวไม่พบว่ามีแนวโน้มว่าจะมีเหตุความไม่สงบหรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังอยู่ต่อไป ไม่มีการผ่อนกำลัง ไม่ว่าจะเป็นจุดตรวจความมั่นคง หรือจุดตรวจตรวจปกติ รวมทั้งจุดตรวจเพิ่มเติม ขอให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ทั้งนี้ สถิติอาชญากรรมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ลดลงไปเกือบร้อยละ 80 โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงฃที่ผ่านมา มีเหตุฆ่ากันตายเพียงคดีเดียว ซึ่งเป็นเหตุเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว 

พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวอีกว่า หลังเกิดเหตุระเบิดประชาชนได้แจ้งเบาะแสเข้ามาเป็นจำนวนมาก แม้บางทีจะเป็นเบาะแสที่ไม่เกี่ยวกับเหตุระเบิด แต่ถือว่าเป็นความตั้งใจที่ดีของประชาชนที่ช่วยกันสอดส่องดูแลความเรียบร้อย ซึ่งตำรวจก็ไปตรวจสอบทุกจุดที่ได้รับแจ้งเบาะแส สำหรับเรื่องกล้องซีซีทีวี ที่ ผบ.ตร.เน้นย้ำว่า ต้องมีความพร้อมในการปฏิบัติงานในทุกจุด ไม่เฉพาะพื้นที่ล่อแหลม ไม่ว่าจะเป็นกล้องของส่วนราชการ หรือเอกชน ขณะนี้ได้มีการปรับแต่งใหม่ทั้งหมด เพื่อให้หันไปทางมุมกล้องที่เจ้าหน้าที่ต้องการในการป้องกันเหตุอาชญากรรม ซึ่งวันนี้จะเป็นการตรวจสอบครั้งสุดท้าย ให้กล้องซีซีทีวีทุกตัวทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าการรวบรวมพยานหลักฐาน วัตถุพยานต่างๆ ที่พบในที่เกิดเหตุทุกจุด โดยเฉพาะตัวอย่างดีเอ็นเอที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ หรือที่พบในวัตถุพยานต่างๆ ได้นำมาส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเทียบเคียงกับตัวอย่างดีเอ็นเอหรือวัตถุพยานที่เก็บไว้จากเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ โดยขณะนี้วัตถุพยานบางส่วนเปรียบเทียบแล้วเสร็จ และได้ส่งกลับให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อ ตรงนี้ถือเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ การสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีระเบิดครั้งนี้ตำรวจให้น้ำหนักพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะดีเอ็นเอ เป็นสิ่งที่จะมัดตัวผู้ต้องหา ไม่สามารถปฏิเสธได้ ซึ่งเรายืนยันว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้กรอบกฎหมาย

“การกระทำผิดที่เกิดขึ้นทั้งหมดทุกจุดมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน และเป็นการกระทำของกลุ่มขบวนการ ภายใต้การบงการ หรือสั่งการของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งขบวนการนี้อาจจะมี 10 คน หรือ 20 คน ขณะนี้ตำรวจก็มีเบาะแสที่จะดำเนินการ ส่วนจะมีมูลเหตุเรื่องใดยังไม่สามารถบอกได้ ต้องรอให้การสืบสวนสอบสวนแล้วเสร็จ แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแน่นอน ตอนนี้ตำรวจฝ่ายสืบสวนกำลังอยู่ระหว่างต่อภาพเล็กๆ ให้เป็นภาพใหญ่ การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

ฉะนั้นใครก็ตามเป็นบุคคลต้องสงสัยและน่าเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็จะถูกเชิญตัวไปสอบสวนข้อเท็จจริง สอบถามข้อมูลต่างๆ ซึ่งใครก็ตามที่มั่นใจว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่เคยคิดร้ายต่อประเทศ ไม่มีความโยงใย ท่านไม่ต้องกังวลใจ และ ผบ.ตร.ให้ความมั่นใจว่าการดำเนินคดี การออกหมายจับ รวมทั้งการจับกุมผู้กระทำความผิดอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย รวมทั้งพยานหลักฐานที่ได้มาจากที่เกิดเหตุ ทั้งพยานบุคคล ที่เป็นประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม และกล้องซีซีทีวี ซึ่งขณะนี้พยานหลักฐานเหล่านี้มีความชัดเจนที่จะนำไปสู่การออกหมายจับผู้ที่ก่อเหตุ” รองผบ.ตร. กล่าว

รองผบ.ตร. กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากฝากไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หากท่านสำนึกผิด ขอให้มาพบเจ้าหน้าที่ เพราะพยานหลักฐานทุกชิ้น เป็นจิ๊กซอว์ที่ประติดประต่อ และภาพใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความต้องการของ ผบ.ตร. ที่จะเปิดะโปงขบวนการนี้ว่า มีใครเป็นผู้อยู่เบื่องหลัง และใครอยู่ร่วมขบวนการบ้าง ขณะนี้ค่อยๆ มีความชัดเจนมากขึ้น การสืบสวนมีความก้าวหน้าตามลำดับ ขณะเดียวกันจากการสอบปากคำผู้ต้องสงสัยทั้งหมดที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวมา ทุกคนให้การเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน ยืนยันว่าวันนี้การสืบสวนมีความก้าวหน้ามากขึ้นทุกจุด

พล.ต.อ.พงศพัศ ยังย้ำว่า ส่วนกรณีการจับกุมตัว นายศักรินทร์ คฤหัส อายุ 32 ปี เป็นการจับตามหมายจับของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งนายศักรินทร์ เป็นผู้ต้องหาผู้ที่ก่อเหตุลอบวางเพลิงห้างสรรพสินค้าโลตัส จ.นครศรีธรรมราช โดยคดีนี้พนักงานสอบสวนมีข้อมูลชัดเจนว่า การกระทำเกิดขึ้นตรงไหน อย่างไร ก่อนจะมีการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งมีทั้งวัตถุพยานและภาพจากกล้องซีซีทีวี นำเสนอศาลจนมีการอนุมัติหมายจับ ซึ่งล่าสุด พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 ได้เดินทางไปสอบปากคำผู้ต้องหารายนี้ด้วยตนเอง ยืนยันว่ายังมีอีกหลายส่วนที่กำลังดำเนินการเช่นเดียวกันกับที่ จ.นครศรีธรรมราช หากมีพยานหลักฐานชัดเจนครบถ้วนก็จะดำเนินการขออนุมัติศาลออกหมาบจับ ทั้งนี้สำหรับคดีวางเพลิงอาจจะขึ้นกับศาลจังหวัด แต่คดีระเบิดจะขึ้นกับศาลทหาร ยืนยันว่าขณะนี้มีการออกหมายจับผู้ต้องหาเพียงรายเดียว ที่จ.นครศรีธรรมราช

"การจะออกหมายจับเพิ่มก็ต้องดูที่พยานหลักฐาน หากถึงใครก็จะขออนุมัติศาลออกหมายจับ แต่ก่อนถึงกระบวนการออกหมายจับ ก็มีการเชิญตัวมาสอบปากคำ ที่ผ่านมาทุกคนที่ถูกเชิญตัวมาสอบปากคำได้ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ขอย้ำว่าผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในการควบคุมตัวของตำรวจไม่มี แต่มีบางกลุ่มที่ฝ่ายทหารเชิญตัวไป เป็นไปตามกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งขอไม่เปิดเผยว่ามีจำนวนผู้ต้องสงสัยกี่คนที่ถูกเชิญตัวไป โดยทหารกับตำรวจเราทำงานร่วมกันอยู่แล้ว ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ก็ไม่ได้เร่งรัดการทำงานของตำรวจ แต่ได้กำชับว่า ให้ทำตามกฎหมาย เป็นไปตามพยานหลักฐาน แต่ทุกฝ่ายต้องการให้มีการเปิดโปงขบวนการนี้ จึงเป็นเรื่องที่เราต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ" พล.ต.อ.พงศพัศ ระบุ

พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวด้วยว่า สำหรับเหตุระเบิดในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ล่าสุดได้พูดคุยกับ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวส ผบช.ภ.7 ได้รับรายงานว่าทาง บช.ภ.7 มีการตั้งรางวัล 200,000 บาท สำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการสืบสวน ไม่จำเป็นต้องจับกุมคนร้ายได้ เพราะเชื่อว่าคนในพื้นที่น่าจะมีข้อมูลในส่วนนี้ ขณะเดียวกันได้รับรายงานจาก สตม. ว่า ผู้กระความผิดเชื่อว่ายังอยู่ในประเทศ เนื่องจากได้ตรวจสอบตามด่าน ตม.ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด่านท่าอากาศยาน ด่านตรวจคนเข้าเมืองชายแดน 53 แห่ง ทั่วประเทศ ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวการเดินทางเข้า-ออก ของบุคคลต้องสงสัยที่คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้มีการประสานให้ติดตาม

ผู้สื่อข่าวถามว่าขบวนการที่ก่อเหตุครั้งนี้เป็นขบวนการระดับประเทศหรือไม่ พล.ต.อ.พงศพัศ บอกว่า ไม่สามารถที่จะเปิดเผยได้ เพราะเป็นความลับด้านการสืบสวนสอบสวน แต่ยืนยันว่าเป็นกลุ่มขบวนการแน่นอน เพราะการก่อเหตุครั้งนี้ไม่สามารถทำโดยลำพังได้ เชื่อว่ามีการสั่งการ จากการตรวจสอบพบมีความเชื่อมโยงของวัตถุพยานทุกจุด ขณะนี้เราสามารถประติดประต่อเป็นภาพใหญ่แล้ว และจะนำไปสู่การจับกุมผู้ก่อเหตุต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จากกรณีที่มีรายงานข่าวแจ้งว่า เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นหลายจุดในจังหวัดภาคใต้เมื่อวันที่ 11 และ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้พบหลักฐานว่าโทรศัพท์ที่ใช้ก่อเหตุจุดชนวนระเบิดเป็นโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อซัมซุง ฮีโร่ รุ่น อี1200 โดยพบว่ามีสติ๊กเกอร์สามเหลี่ยม มีตัวหนังสือเล็กๆ ว่า “MCMC” ซึ่งมันเป็นสัญลักษณ์ของ “Malaysia communication and multimedia commission” สันนิษฐานว่าเป็นโทรศัพท์ที่ซื้อมาจากประเทศมาเลเซีย คล้ายกับที่เก็บกู้ได้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชุดสืบสวนต้องประสานกับทางการประเทศมาเลเซียหรือไม่ พล.ต.อ.พงศพัศ อธิบายว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ของไทยสามารถตรวจสอบเองได้ และโดยปกติแล้วก็ประสานงานกับตำรวจสากลอยู่แล้ว และยังมีการประสานงานกันอยู่ตลอดระหว่างตำรวจไทยกับตำรวจมาเลเซีย มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่เรื่อยมา แต่เชื่อมั่นว่าเหตุที่เกิดขึ้นใน 7 จังหวัดภาคใต้ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุที่เกิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นความจงใจของกลุ่มบุคคลของขบวนการ ซึ่งมีผู้บงการ

รายงานข่าวระบุอีกว่า การจับกุมตัว นายศักรินทร์ คฤหัสถ์ อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับวางเพลิงห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส จ.นครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่ทหารได้ใช้อำนาจตาม ม.44 ในการควบคุมตัว เพื่อสอบสวนขยายผล โดยไม่ต้องขออำนาจศาลฝากขัง และจะถูกควบคุมตัวมาที่ มทบ.11 ซึ่งทาง พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 จะเข้าสอบปากคำอีกครั้ง โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใด ๆ ซึ่งพื้นที่รอบบริเวณอาคาร มทบ.11 ถูกควบคุมพิเศษโดยสารวัตรทหาร ห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าโดยเด็ดขาด และห้ามสื่อมวลชนบันทึกภาพภายใน

รายงานข่าวระบุด้วยว่า การสืบสวนในเชิงลึกของหน่วยงานด้านความมั่นคงมีข้อมูลว่า ทีมก่อเหตุแบ่งออกเป็น 2 ทีม คือ ทีมวางระเบิด และทีมวางเพลิง ใช้เส้นทางจุดเริ่มต้นจาก จ.ภูเก็ต จ.พังงา จ.ตรัง จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งทั้งหมดเป็นทีมเดียวกัน โดยมีข้อสังเกตเส้นทางที่ไม่ผ่าน คือ จ.สงขลา และ จ.พัทลุง จึงไม่มีเหตุการณ์ป่วนเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามพบข้อมูลว่ากลุ่มที่ก่อเหตุมีความเคลื่อนไหวในการรวมตัวกันก่อนหน้านี้ที่ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยมีการมอบบัตรประจำตัวให้กับแกนนำกลุ่มการเมืองที่ชื่อว่า “หน่วยพิทักษ์ความปลอดภัยเฉพาะกิจ” ที่มาจาก จ.ตรัง และ จ.พัทลุง และมีอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคการเมืองหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการ จึงเป็นมูลเหตุที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าเชิญตัวกลุ่มแกนนำมาตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่าน ก่อนถูกควบคุมตัวมาที่ มทบ.11 เพื่อสอบสวนขยายผลหาความเชื่อมโยง โดยที่ทั้งหมดยังเป็นผู้ต้องสงสัย