“วีรชน” แจงภาคเอกชนญี่ปุ่น ชี้ผลประชามติ สะท้อนคนไทยยอมรับบรรยากาศการเมือง มี เสถียรภาพ-ผู้นำที่ซื่อสัตย์
พลตรีวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ เกี่ยวกับการเมืองไทยหลังการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ และอนาคตทิศทางประเทศไทย ในงานสัมมนา JIJI TOP SEMINAR ครั้งที่ 182 ซึ่งจัดโดยสำนักข่าว Jiji Press โดยมีภาคเอกชนชั้นนำจากญี่ปุ่นกว่า35คนเข้าร่วมงาน สรุปสาระสำคัญดังนี้ว่า เหตุผลที่ทหารและกองทัพจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ เนื่องจากรัฐบาลรักษาการในขณะนั้นไม่สามารถบริหารประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ ตกอยู่ใน deadlock
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ส่วนการทำประชามติเป็นขั้นตอนและกลไกที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดหลังเข้ามาบริหารประเทศ ตามโรดแมพ 3ระยะ โดยในปัจจุบัน อยู่ในระยะที่2ซึ่งประชามติเป็นส่วนหนึ่งของระยะนี้ การทำประชามตินั้นเป็นความริเริ่มของรัฐบาลที่อยากให้ประชาชน ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น และเพื่อให้รัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับจากประชาชน โดยภายหลังการลงประชามติ กว่าร้อยละ62รับร่างรัฐธรรมนูญ และกว่าร้อยละ58ที่รับคำถามพ่วง
“การโหวตรับนั้นมีนัยมากกว่าเป็นเพียงการรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่แสดงให้เห็นว่า ขณะนี้การเมืองไทยมีความสงบเรียบร้อย ต่างจากความวุ่นวายในอดีตที่ผ่านมา แม้ความปรองดองจะยังไม่ปรากฎชัด100%เพราะยังปรากฏภาพความเห็นต่าง แต่ก็ไม่นำไปสู่ความรุนแรง และหลายฝ่ายออกมายอมรับเสียงส่วนใหญ่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้า ขณะเดียวกันภาคเอกชนก็ยินดีต่อการลงประชามติ เนื่องจากแสดงให้เห็นถึงบรรยากาศของความสงบเรียบร้อย และความน่าลงทุน "
พล.ต.วีรชน กล่าวว่า เช้าวันนี้นายกรัฐมนตรีได้พบปะสื่อมวลชน ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรีและได้ประกาศชัดว่า ไทยจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า โดยต่อจากนี้ทุกหน่วยงานจะต้องร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ พร้อมย้ำว่า ไทยเดินมาในทิศทางที่ถูกต้อง โดยขณะนี้กำลังเดินหน้ากระบวนการออกกฎหมายลูก เพื่อมุ่งสู่การเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมารัฐบาลได้สำรวจจุดอ่อนและจุดแข็งของประเทศ ซึ่งจุดอ่อนของไทย คือ ขาดแผนงานที่ชัดเจนในระยะยาว รัฐบาลจึงได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และภาคเอกชนกำหนดแผนยุทธศาสตร์ประเทศระยะยาว20ปี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยนายกรัฐมนตรีเห็นพ้องว่า ปัจจัยการลงทุนประการหนึ่ง คือ การมีเสถียรภาพของประเทศ ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น คือ ความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถบรรลุความมั่นคง มั่นคั่งได้อย่างแน่นอนในอนาคต


