"สมพงษ์" ชี้ร่างรธน.ฉบับลงประชามติ ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก แจงมีทั้งป้องกัน แก้ไข และบังคับใช้กม.
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าตามที่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาส่วนตัวเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ให้ความสำคัญกับการศึกษาตั้งแต่การเกริ่นนำทั้งป้องกันการแก้ไข มีการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งไม่เคยเห็นในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อนแสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับการศึกษามาก
โดยเฉพาะมาตรา 54 ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปีตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย,มาตรา 258 ด้านการศึกษาให้ตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญทั้งยังมีเรื่องการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาวิชาชีพครู
เพื่อให้ได้คนที่มีจิตวิญญาณครู มีกลไกสร้างระบบคุณภาพในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพครู และ มาตรา 261 กำหนดให้มีคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระคณะหนึ่งที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไปโดยแต่งตั้งคณะกรรมการฯให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการฯต้องร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จเสนอคณะรัฐมนตรีภายใน 2 ปี นับจากวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
“หากดูจากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญให้น้ำหนักกับการศึกษาดีขึ้น แต่บุคคลที่จะมาเป็นคณะกรรมการฯนั้น หากเสียงส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผู้ที่จะมาเป็นคณะกรรมการฯตามมาตรา 261 ควรมีคนในวงการศึกษาในสัดส่วนที่เหมาะสม เพราะหน่วยงานที่สนับสนุนการปฏิรูป ทั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ส่วนใหญ่จะเป็นเอ็นจีโอและทหาร ซึ่งเป็นนอกวงการศึกษา อาจจะยังไม่เข้าใจปัญหาการศึกษา และแก้ปัญหาไปตามความเห็นของฝ่ายต่างๆ แต่ไม่ใช่แก่นของปัญหาการศึกษาอย่างแท้จริง คนในวงการศึกษาไม่ควรถูกมองข้ามหรือถูกมองเป็นไม้ประดับ ซึ่งอย่างน้อยควรคณะกรรมการฯครึ่งหนึ่งควรมาจากคนในวงการศึกษา เพื่อไม่ให้การปฏิรูปการศึกษาล้มเหลวอีก”ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว





