วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เบนซ์ 'สมเด็จฯช่วง' ชี้ผิดทุกขั้นตอน เสี่ยงคุก3ปี

"ดีเอสไอ" แถลงรถเบนซ์ "สมเด็จฯช่วง" ผิดทุกขั้นตอน รถ4ล้านบอกแค่1ล้าน แจ้งข้อความเท็จ ผู้ครอบครองต้องชำระภาษีให้ครบ พ่วงอาญาถ้าผิดคุก3ปี

เมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยพ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ และพ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ร่วมแถลงความคืบหน้าการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบเลี่ยงภาษี

พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าวถึงผลการตรวจสอบรถเบนซ์คลาสสิค ทะเบียนขม 99 ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง หรือ ช่วง สุดประเสริฐ ในส่วนของเอกสารพบผิดตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า การชำระภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก มีการนำเข้าเครื่องยนต์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปลอมเอกสารนำเข้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหลงผิด ในของที่นำเข้า ซึ่งมีการจับกุมผู้กระทำความผิดแล้ว 1 รายอยู่ระหว่างเรียกตัวเข้าแจ้งข้อกล่าวหาอีก 2 ราย

จากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบพบมีการปลอมลายมือชื่อของนางกาญจนา มากเหมือน เจ้าของโรงประกอบรถยนต์เพื่อสำแดงราคารถยนต์ขอชำระภาษีสรรพสามิตในราคา 570,000 บาท แต่ในความจริงมีการซื้อขายรถยนต์ในราคา 4 ล้านบาท ในส่วนนี้จึงเป็นการชำระภาษีไม่ถูกต้องและไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ในขั้นตอนการนำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกมีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จกับเจ้าพนักงานว่ามีการซื้อรถมาในราคา 1,000,000 บาท แต่ความจริงซื้อมาในราคา 4,000,000 บาท ซึ่งเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จกับเจ้าพนักงาน

สำหรับผู้ครอบครองรถที่ประกอบขึ้นโดยชำระภาษีไม่ครบ พบว่าผู้ครอบครองได้ร่วมกันครอบครองรถอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การประกอบเสร็จสิ้นจนถึงปัจจุบัน โดยผู้ครอบครองย่อมรู้ว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถที่ได้มาโดยมิชอบตามกฎหมาย มีความผิดฐานร่วมกันมีไว้ ครอบครอง ซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ระวางโทษสูงสุดจำคุก 3 ปี และต้องเสียภาษีพร้อมค่าปรับให้ครบถ้วน หลังได้รับการประเมินภาษีดีเอสไอจึงจะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับรถเบนซ์ทะเบียน ขม 99 ที่มีชื่อของสมเด็จฯช่วง เป็นผู้ครอบครองมือแรกและมือเดียว ในชั้นสืบสวนเชื่อว่า เดิมรถมีตัวถังสีแดงเลือดหมูหมายเลขตัวรถ 186.011.5500202 ผู้นำเข้าได้นำมาพร้อมอุปกรณ์ส่วนควบต่าง ๆ เพื่อมาใช้ประกอบกับซากรถยนต์ตัวรถ หมายเลข 186.014.00420/53 ซึ่งมีอยู่แล้วในประเทศไทยให้สมบูรณ์ ทำให้การตรวจค้นของประเทศต้นทางไม่พบที่มาของรถคันดังกล่าว เพราะเป็นการนำโครงรถและอุปกรณ์ส่วนควบมาสวมทับกับซากรถยนต์เก่าที่มีอยู่ในประเทศ

ขณะที่พ.ต.ต.สุริยา กล่าวถึงการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบอีกกว่า 7,123 คันว่า มีการจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กรณีเป็นกลุ่มบุคคล คณะบุคคลและรายบุคคล ซึ่งขณะนี้กรมการขนส่งทางบก กรมสรรพสามิต และกรมสรรพากร เป็นผู้พิจารณา 2.กลุ่มบุคคลที่นำเข้าในลักษณะเป็นรถจดประกอบมีประมาณ 100 คัน ดีเอสไอพบมี 10 กลุ่มใหม่ ซึ่งจะเรียกบุคคลที่มีรายชื่อเข้าสอบปากคำ และ 3.กรณีการครอบครองรายบุคคล รถมีราคาไม่สูง ดีเอสไอจะพิจารณาเพราะอาจไม่เข้าข่ายคดีพิเศษ อาจมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป