"ดีเอสไอ" แถลงรถเบนซ์ "สมเด็จฯช่วง" ผิดทุกขั้นตอน รถ4ล้านบอกแค่1ล้าน แจ้งข้อความเท็จ ผู้ครอบครองต้องชำระภาษีให้ครบ พ่วงอาญาถ้าผิดคุก3ปี
เมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยพ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ และพ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ร่วมแถลงความคืบหน้าการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบเลี่ยงภาษี
พ.ต.ท.กรวัชร์ กล่าวถึงผลการตรวจสอบรถเบนซ์คลาสสิค ทะเบียนขม 99 ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง หรือ ช่วง สุดประเสริฐ ในส่วนของเอกสารพบผิดตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า การชำระภาษีสรรพสามิต และการจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก มีการนำเข้าเครื่องยนต์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปลอมเอกสารนำเข้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหลงผิด ในของที่นำเข้า ซึ่งมีการจับกุมผู้กระทำความผิดแล้ว 1 รายอยู่ระหว่างเรียกตัวเข้าแจ้งข้อกล่าวหาอีก 2 ราย
จากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบพบมีการปลอมลายมือชื่อของนางกาญจนา มากเหมือน เจ้าของโรงประกอบรถยนต์เพื่อสำแดงราคารถยนต์ขอชำระภาษีสรรพสามิตในราคา 570,000 บาท แต่ในความจริงมีการซื้อขายรถยนต์ในราคา 4 ล้านบาท ในส่วนนี้จึงเป็นการชำระภาษีไม่ถูกต้องและไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ในขั้นตอนการนำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกมีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จกับเจ้าพนักงานว่ามีการซื้อรถมาในราคา 1,000,000 บาท แต่ความจริงซื้อมาในราคา 4,000,000 บาท ซึ่งเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จกับเจ้าพนักงาน
สำหรับผู้ครอบครองรถที่ประกอบขึ้นโดยชำระภาษีไม่ครบ พบว่าผู้ครอบครองได้ร่วมกันครอบครองรถอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การประกอบเสร็จสิ้นจนถึงปัจจุบัน โดยผู้ครอบครองย่อมรู้ว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถที่ได้มาโดยมิชอบตามกฎหมาย มีความผิดฐานร่วมกันมีไว้ ครอบครอง ซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ระวางโทษสูงสุดจำคุก 3 ปี และต้องเสียภาษีพร้อมค่าปรับให้ครบถ้วน หลังได้รับการประเมินภาษีดีเอสไอจึงจะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาตามขั้นตอนต่อไป
สำหรับรถเบนซ์ทะเบียน ขม 99 ที่มีชื่อของสมเด็จฯช่วง เป็นผู้ครอบครองมือแรกและมือเดียว ในชั้นสืบสวนเชื่อว่า เดิมรถมีตัวถังสีแดงเลือดหมูหมายเลขตัวรถ 186.011.5500202 ผู้นำเข้าได้นำมาพร้อมอุปกรณ์ส่วนควบต่าง ๆ เพื่อมาใช้ประกอบกับซากรถยนต์ตัวรถ หมายเลข 186.014.00420/53 ซึ่งมีอยู่แล้วในประเทศไทยให้สมบูรณ์ ทำให้การตรวจค้นของประเทศต้นทางไม่พบที่มาของรถคันดังกล่าว เพราะเป็นการนำโครงรถและอุปกรณ์ส่วนควบมาสวมทับกับซากรถยนต์เก่าที่มีอยู่ในประเทศ
ขณะที่พ.ต.ต.สุริยา กล่าวถึงการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบอีกกว่า 7,123 คันว่า มีการจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กรณีเป็นกลุ่มบุคคล คณะบุคคลและรายบุคคล ซึ่งขณะนี้กรมการขนส่งทางบก กรมสรรพสามิต และกรมสรรพากร เป็นผู้พิจารณา 2.กลุ่มบุคคลที่นำเข้าในลักษณะเป็นรถจดประกอบมีประมาณ 100 คัน ดีเอสไอพบมี 10 กลุ่มใหม่ ซึ่งจะเรียกบุคคลที่มีรายชื่อเข้าสอบปากคำ และ 3.กรณีการครอบครองรายบุคคล รถมีราคาไม่สูง ดีเอสไอจะพิจารณาเพราะอาจไม่เข้าข่ายคดีพิเศษ อาจมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป

