เสวนาสงครามยุคสื่อดิจิตอล "รมต.วิทย์ฯ" ชี้กำลังถึงอวสานกระดาษ เนื้อหาคือหัวใจสำคัญหลักดึงกลุ่มยอดเสพข่าว ปรับตัวผลิตออนไลน์ 80 เปอร์เซ็นต์
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้จัดงานปาฐกถาพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 19 ปี สภาการหนังสือพิมพ์ฯ หัวข้อ “สื่อมืออาชีพยุคสงครามออนไลน์” โดยมีนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นวิทยากรปาฐกถาพิเศษ และมีการสนทนากลุ่มในหัวข้อเดียวกัน
นายพิเชฐ กล่าวว่า เราได้เผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ทางเทคโนโลยี ไม่ว่า จะในด้านบวก หรือลบ รวมทั้งวงการหนังสือพิมพ์ จะถูกความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาเป็นตัวนำ ทำให้เกิดมีความสร้างสรรค์ใหม่ จนถึงขนาดทำให้ระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่สามารถล้มได้ในไม่กี่เดือน ซึ่งสิ่งที่ทำให้สังคมอยู่ได้จนทุกวันนี้คือ เศรษฐศาสตร์ในการเรียกความสนใจ ได้แก่ สนใจข่าว หรือสาระความรู้ แต่เนื้อหาคือหัวใจสำคัญเชื่อมโยงการสื่อสารมาในรูปแบบสินค้า เช่น ระบบซื้อขายออนไลน์ และการเคลื่อนย้ายข้อมูลที่สะดวกรวดเร็วจนน่าตกใจ กลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว สิ่งที่เราทำในวันนี้จะล้าสมัยได้ในไม่นาน แต่ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่เราต้องเข้าไป อย่างไรก็ตามเราจะหนีพ้นเนื้อหาที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นไปไม่พ้น แต่จะมีจริยธรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับสังคมทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ไม่ใช่เฉพาะสื่อมวลชนเพียงอย่างเดียว ขณะที่สื่อกระแสหลักต้องคิดให้ดี เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปมาก ทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงสื่อสมัยใหม่ได้ทั้งหมด
"สื่อหนังสือพิมพ์อาจต้องระวังการที่มีเทคโนโลยีมาทำให้กระดาษที่พิมพ์ลงไปหยุดชะงัก มันจะเป็นยังไง จะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ หรือถึงขนาดต้องดัดแปลงมาเป็นระบบข่าวออนไลน์ 80 เปอร์เซ็นต์ หนังสือพิมพ์ 20 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มเป้าหมายก็เปลี่ยนไป ดังนั้นเราต้องปรับตัว” รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวและว่า แต่ขณะเดียวกันวงการหนังสือพิมพ์ รวมถึงมีเดียรูปแบบต่างๆ กำลังจะต้องมีสตาร์ทอัพคือการสร้างธุรกิจบริการผลิตภัณฑ์ใหม่ ให้เกิดโอกาสสร้างสรรค์ สร้างความหลากหลายให้มากมาย อาจสามารถเป็นตัวปลดล็อคบางอย่างได้ ทำให้ไม่ติดกับดักอยู่ที่เดิม ในอนาคตเราจะเห็นมิติใหม่ของสื่อที่จะหยิบยกประเด็นมาเล่นอย่างสนุกสนาน เพราะนวัตกรรมใหม่ๆ และอุปกรณ์ที่เต็มไปด้วยอิเล็กทรอนิกส์ " นายพิเชฐ กล่าว
รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กล่าวต่อว่า สำหรับนักข่าวมืออาชีพต้องเร่งและนำไปประยุกต์ใช้ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจข้อดีข้อเสียของ โซเชียล มีเดีย ถ้าเป็นผลดีก็ต้องขยายออกไปสู่สังคม และสร้างสรรค์ขึ้นมาให้ได้ แต่ถ้าเป็นผลลบ ถึงแม้จะป้องกันอย่างไรก็ยังไม่สมบูรณ์ การกำกับดูแลกันเองอาจทำได้แค่ระดับหนึ่ง ฉะนั้นต้องอยู่ที่ใจแล้ว ดังนั้นต้องมีการคัดกรองถูกผิด ทุกองค์กร ไม่ว่า จะเป็น ภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม หรือแม้กระทั่งสื่อมวลชน อาจต้องมีการทำความเข้าใจว่า โซเชียลฯ คืออะไร เพื่อไม่ให้มีผลกระทบไปถึงเรื่องความมั่นคงได้ สื่อฯควรมองและเข้าใจว่า ผู้บริโภคมีความคิดเป็นอย่างไรให้มากกว่านี้ โดยผ่านหลายๆช่องทาง ไม่ใช่ไปบีบอัดเพียงช่องทางเดียว ส่วนความรวดเร็วเองก็เป็นปัจจัยผลกระทบเช่นกัน เพราะฉะนั้นจะทำยังไงให้การบริหารข้อมูลข้อมูลที่มีมากได้รับการดูแล ขณะที่ด้านจริยธรรม หากมีการกำกับอบรมอย่างจริงจังตั้งแต่ในระดับเยาวชน และมีระบบอยคอตต่อผู้ละเมิด ก็น่าจะช่วยผ่อนคลายลงไปได้
"ความคาดหวังจากสื่อมวลชน แน่นอนการค้นหาความจริง และมีความเป็นกลางในการนำเสนอข้อมูลให้สังคมยอมรับ คือหัวใจหลักอยู่แล้วในการทำหน้าที่ แต่สังคมที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ คือเป้าหมายของทุกคน เราเสียเวลากับสังคมที่ด้อยค่าลงไปมาก ฉะนั้นเอาสมองมาพัฒนาให้ดี ส่วนสิ่งที่ด้อยค่าก็จัดการกันไป เน้นทำงานร่วมกันจะดีกว่าสร้างผลงานแบบเดี่ยว แต่ยังไงก็ตาม ถ้าสื่อจะต้องทำทั้งหมดคงจะไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องเข้ามาร่วม โดยไม่ใช่เป็นการแทรกแซง แต่ต้องร่วมกันหาแนวทางเพื่อสร้างอนาคต” นายพิเชฐ กล่าว
ด้านนางสาววาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่อยากให้เป็นสงครามของคนข่าวกันเอง เพราะมีการแข่งขันกันด้วยความรวดเร็วจนเกินไป บางทีข้อมูลผิดก็ทำให้หาต้นฉบับลำบาก ด้วยเพราะข่าวเหมือนกันหมด ผิดก็ผิดเหมือนกันหมด ถือเป็นปัญหาอย่างมาก ทำไมเราต้องรีบขนาดนั้น เพราะผู้ที่เป็นนักข่าวภาคสนามถือเป็นคนตรวจสอบข้อมูล และเป็นผู้นำความจริงมาถ่ายทอด เพราะฉะนั้นอย่าแข่งอะไรกันมาก อาจจะช้าหน่อยแต่ว่าเอาชัวร์ดีกว่า เน้นให้ทันข่าว และต้องเป็นความจริง ขณะนี้อาจยังดูเป็นคำเตือน เชื่อว่า ในอนาคตจะมีสงครามการต่อสู้กันมากกว่านี้
ขณะที่นางพิรงรอง รามสูต อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ไม่ว่าจะอาชีพอะไรต้องหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพราะปัจจุบันเราอยู่กับสังคมที่มีข้อมูลผิดพลาด และมีการทำลายกันตลอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ การรีบจนเกินไปก็อาจทำให้ข้อมูลผิดพลาด แต่ถ้าเน้นรวดเร็วก็จะมีปรากฏการณ์ทางสังคมที่ตามมาคือ “เร็ว – แรง – มันส์” เพราะถ้าไม่เป็นตามนั้นประชาชนก็จะไม่ดู นั่นทำให้สังคมเลือกที่จะตามเพจดังๆมากกว่า สื่อมืออาชีพไปแล้ว ก่อให้เกิดความแตกแยกทางความคิด ไม่ใช่สังคมสารสนเทศ หรือภูมิปัญญา แต่ก็ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้
"การแบ่งชนชั้นจากเดิมที่เคยมี คือ กษัตริย์ นักบวช และชนชั้นกลาง ส่วนนักข่าวหรือสื่อมวลชน ได้ถูกเรียกว่า เป็นฐานันดร 4 แต่ในยุคนี้สื่อออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ถูกเรียกว่าฐานันดรที่ 5 เพื่อมาตรวจสอบฐานันดรที่เหลือ” นางพิรงรอง กล่าว
นายอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวว่า สื่อออนไลน์ปัจจุบันเนื้อหามีจำนวนมากมายมหาศาล ทำให้ผู้บริโภคต้องเลือกอ่าน ก่อนหน้านี้มีนักข่าวเป็นผู้กรองเนื้อหาในภาคสนาม แต่ปัจจุบันทุกคนสามารถเป็นนักข่าวได้ ส่วนรายได้ที่ไปซื้อโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ส่วนหนึ่งต้องหั่นมาให้กับตลาดโฆษณาออนไลน์ ดังนั้นจะทำอย่างไร ให้เม็ดเงินโฆษณาลงไปในสื่อที่ต้องการ เพราะเราหยุดเทคโนโลยีไม่ได้ สื่อมีหลายช่องทาง ต้องดูพฤติกรรมของประชาชนว่า ชอบไปในทิศทางใด นอกจากนี้เทคโนโลยีจะมีการพัฒนาไปเรื่อยไม่หยุด ถือเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ขณะเดียวกันองค์กรข่าวที่ทำหนังสือพิมพ์ต้องหันมาทำออนไลน์ร่วมด้วย โดยเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิม


