'จอน'ชี้'มีชัย'ร่างรธน.บนพื้นฐานไม่เชื่อใจปชช.

'จอน'ชี้'มีชัย'ร่างรธน.บนพื้นฐานไม่เชื่อใจปชช.

“จอน” ชี้มีชัยร่างรธน.บนพื้นฐานไม่เชื่อใจปชช. ระบุไร้ซึ่งกลไกตรวจสอบคนที่มาจากการสรรหา

สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) มีงาน “ถกแถลงเปรียบเทียบร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 1” นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าววิจาณ์ผลงานศึกษาการเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ ว่า เจตนารมณ์หลักของร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ซึ่งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่า เป็นฉบับปราบโกง ส่วนตัวได้ดูอนิเมชั่นอธิบายร่างรัฐธรรมนูญนี้ว่าปราบโกงอย่างไร โดยมีภาพการ์ตูนนักการเมืองที่โกงถูกหยิบออกจากที่ประชุมรัฐสภา คือถ้าท่านอธิบายเช่นนี้ ก็คงไม่ต่างอะไรจากโฆษณายาฆ่าแมลง ที่ฉีดแล้วแมลงตายทันที ซึ่งประชาชนก็อาจเข้าใจว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ปราบโกงดี แต่จริงๆแล้วตนไม่ได้คิดว่าการปราบโกงคือเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งนี้สังคมไทยเป็น สังคมคอรัปชั่น หากมีโอกาสก็จะทำ เรื่องนี้มีทุกองค์กร และทุกพรรคการเมือง โดยจะบอกว่าคอรัปชั่นมีเฉพาะนักการเมืองก็ไม่ได้ ซึ่งอาจจะมีในทหารตรวจแต่สอบยากกว่า ปัญหาคือในร่างรัฐธรรมนูญ เรามีระบบตรวจสอบคนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่มีกลไกตรวจสอบคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และไม่มีวิธีตรวจสอบการโกงของคนเหล่านั้นด้วย ซึ่งการตีความคำว่าโกงนั้น กว้างมาก แม้กระทั้งผิดจริยธรรมร้ายแรง ก็ตีความได้ สามารถนำไปใช้กลั่นแกล้งทางการเมืองได้ ผมจึงไม่เห็นด้วยที่ให้มีกระบวนการตรจสอบเฉพาะนักการเมือง หากต้องมีทุกระดับ บางประเทศเขาได้กำหนดกำหนดว่าตั้งแต่หน่วยงานของรัฐตั้งแต่เทศบาลขึ้นไป งบประมาณทุกอย่างต้องเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ตหมด ซึ่งถ้าเราทำแบบนี้ได้ ก็จะทำให้การตรวจสอบคอรัปชั่นในไทยดีขึ้นมาก

นายจอน กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงอย่างมากคือร่างรัฐธรรมนูญ มันอยู่บนพื้นฐานไม่ไว้ใจประชาชนมากกว่า จึงต้องมีคนกลุ่มหนึ่งคอยตัดสิน ถ้าประชาชนคิดผิด ก็ต้องมีคนกลุ่มหนึ่งทำให้คิดให้ถูก คือเมื่อประชาชนเลือกคนผิด บรรดาทหารก็รัฐประหหาร ซึ่งเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพวกเขาคิดถูก นี่ก็เป็นปัญหา ซึ่งทำให้ร่างรัญธรรมนูญที่ตามมาก็มีแนวคิดทำนองเดียวกัน สำหรับเรื่องโครงสร้าง ส.ส. ตนไม่ติดใจ แต่เสียดาย ทำไมผมไม่มีสิทธิเลือก ส.ส. อิสระ ทำไมพวกเขาต้องสังกัดพรรคการเมือง และตนก็ไม่มีสิทธิเลือกตัว ส.ส. หรือ พรรคแบบแยกออกจาก ซึ่งระบบเลือกตั้งแบบในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการมัดมือชกตนคิดว่า ว่าที่แฟร์ที่สุดคือถ้าพรรคการเมืองหนึ่งมีประชาชนเลือก 57% เขาก็ควรมีที่นั่งตามสัดส่วนนั้น แต่ระบบที่ กรธ. ออกแบบมาสะท้อนเสียงประชาชนจริงหรือไม่ ส่วนเรื่อง ส.ว. ที่จะมาจากการเลือกกันเองจากตัวแทนฝ่ายต่างๆ แต่ตอนนี้ก็เป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นี่แหล่ะที่เป็นผู้เลือกทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่ร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ระบุให้ชัดว่าจะแบ่งจากอะไร ปล่อยให้เป็นกฎหมายลูกเป็นกำหนด ทั้งๆที่เป็นส่วนสำคัญในร่ารัฐธรรมนูญ  

“ผมคิดว่าวิธีการเลือก ส.ว. ที่ดีที่สุด ก็ให้มีเขตเดียวทั้งประเทศ กล่าวคือให้ทั้งประเทศเลือกตั้ง 200 คนไปเลย และจะไม่เกิดสภาผัวเมีย ซึ่งถ้าจะมีจริงก็เป็นความต้องการของประชาชน ผมอยากเห็นประชาธิปไตยเดินหน้า ไม่ใช่ถอยหลัง ทุกครั้งที่เราพบว่ามีปัญหา ซึ่งผมคิดว่าปัญหาจริงๆคือการที่ไม่ปล่อยให้ประชาธิปไตยเดินหน้าไปเรื่อยๆ พอเจออะไรสะดุดนิดหน่อยก็ล้มรัฐธรรมนูญ แล้วร่างใหม่ ซึ่งเป็นวัฏจักรที่กำลังเกิดขึ้น ดังนั้นผมคิดว่าเราอยากเห็นความเป็นประชาธิปไตย ให้ประชาขนได้สัมผัสกับระบอบนี้อย่างแท้จริง ไม่ไว้ใจนักกาารเมืองก็ดีแล้ว แต่อย่างไปไว้ใจกับองค์กรอื่นเช่นกัน อย่าให้อำนาจใครจนมากไป เพราะถ้าให้มากไป เชื่อได้ว่าเขาก็จะเพี้ยนไป ผมว่าเป็นเรื่องจริง” นายจอนกล่าว

นายบรรเจิด สิงคเนติ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่าส่วนตัวมองในเชิงวิชาการเมื่อเทียบร่างรัฐธรรมนูญกับของต่างประเทศ หรือฉบับที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าระบบตัวรัฐสภามีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่มีเสรีอย่างใน เยอรมัน ฝรั่งเศส ก็ต้องมาปฏิรูปเรื่องนี้ โดยประเทศไทยได้เอาระบบรัฐสภามาใช้ตั้งแต่ปี 2475 และมีปัญหาหลายเรื่องเป็นววัฏจักรเดิม กล่าวคือมีอำนาจเดี่ยว พรรคคุมเสียงข้างมาก ฝ่ายค้านก็ค้านไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องสร้างองค์กรขึ้นมาถ่วงดุล คือ ส.ว. ซึ่งบริบทสังคมไทยนั้นจะนำเรื่องรัฐสภาในรัฐธรรมนูญไปเทียบตะวันตกคงไม่ได้ เพราะไทยมีระบบอุปถัมภ์ อีกทั้งที่มา ส.ส. และ ส.ว. ที่ผ่านมาก็ใช้ระบบคู่ขนาน และทิศทางการใช้ระบบจัดสรรปันส่วน ทิศทางการเมืองเสียงข้างมากอาจไม่มีความเป็นพรรค ซึ่งไทยจะใช้เป็นประเทศแรกหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ก็เป็นปัญหาในหลักทฤษฎีพอสมควร

นายบรรเจิด กล่าวอีกว่า หากมองภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่าไม่มีความพยายามให้เกิดกลไกถ่วงดุลยภาพ แต่ให้อำนาจไปอยู่องค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการเการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญ อนาคตอาจจะได้เห็นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่มีแล้ว หากแต่ไปยื่นคำร้องแทน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ รวมถึงแนวความคิดเรื่องการถอดถอนพ้นจากตำแหน่งไปที่ใช้หลักจริยธรรมร้ายแรง หากมองรวมเราจะเห็นว่าดุลยภาพอำนาจทั้งฝ่าย บริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ไม่เปลี่ยน เพียงแต่ ส.ว.ไม่มีอำนาจถอดถอนแต่ให้ไปอยู่ศาล แล้วปรากฏการณ์หลังจากนี้เป็นอย่างไร เพราะอำนาจไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายการเมือง อยากให้ย้อนดูรัฐธรรมนูญ ปี 40 นำไปสู่อะไร และรัฐธรรมนูญนี้จะย้อนประวัติศาสตร์ชี้ไปทั้งครม.ได้เลย” 

ขณะที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ระบบการเลือกตั้งใหม่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นการขืนใจคนประชาชน ซึ่งให้เป็นวิธีเลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ เหมือนต่างประเทศใช้ น่าจะเหมาะสมกว่า ทั้งนี้สิ่งที่ กรธ. ต้องการก็คือรัฐบาลผสม แต่สิ่งที่ตามมานอกจากบังคับใจคนแล้ว ยังจะเกิดความไม่สามัคคีของผู้สมัครในพรรคเดียวกัน ทำให้ไม่ส่งผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย อีกทั้ง จะเกิดก๊กเหล่าในพรรคเดียวกัน ซึ่งความสามัคคีพรรคมีผลต่อการทำงาน และเรื่องที่มาส.ว.และพยายามทำให้ปลอดอิทธิพลทางการเมืองนั้น ฟังแล้วประหลาดฝืนธรรมชาติ ไม่ยึด และโยงกับประชาชน ส่วนนี้ไม่ค่อยมีเหตุผล โดยเฉพาะการให้มี ส.ว.เลือกกันเองจะใช้ได้หรือไม่ และคอยดูคนเข้าสมัครมีวงจำกัด หากรวมกลุ่มสมัครช่วยกัน จะเลี่ยงปัญหาดังกล่าวไม่ได้ เพราะสว.อำนาจเยอะ ถ้าอำนาจน้อยคนไม่ดิ้นรน

นายพงศ์เทพ กล่าวอีกว่า อำนาจส.ว.จะมีอำนาจพิจารณากฎหมายร่วมกับส.ส.หลายเรื่องต่างจากรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 พอสมควร และเรื่องการถอดถอน โดยสิ่งที่หายไปและจำเป็นต้องพูดถึงระบบตรวจสอบถ่วงดุลผู้ที่มาจากประชาชน ซึ่งองค์กรไม่ได้มาจากประชาชน ส.ว. แต่ส.ว.มีอำนาจเลือกใครไปศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระ ถ้าถามเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ทั้งนี้ ส.ส.ไม่มีอำนาจตรวจสอบ เพราะตาม มาตรา 129 วรรคสี่ กรรมาธิการ (กมธ.) มีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคล หรือเรียกบุคคลใดมาชี้แจง แต่ไม่ใช้บังคับกับผู้พิพากษา ตุลาการ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถามว่าองค์กรเหล่านั้นมีโอกาสทำอะไรไม่สมควรได้หรือไม่