"มัลลิกา" จี้ "ประยุทธ" เข้มนโยบายสกัดกั้นผู้ใช้เฟซบุ๊ก หวั่นใช้ทางที่ผิด
นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน และ ประธานชมรม Fight Bad Web กล่าวว่า กรณีพลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายสกัดกั้นผู้ใช้ เฟซบุ๊กในกลุ่มผู้ที่นำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การปลุกระดม การใช้เพื่อโจมตีสถาบัน จึงคิดระบบป้องกันที่จะจัดทำขึ้นโดยกระทรวงไอซีทีจะเสร็จประมาณปี 2560 โดยให้เหตุผลว่า ปัญหาในสังคมในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากสื่อออนไลน์ บิดเบือนยุยงปลุกปั่นปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นหากใช้ประโยชน์สื่อออนไลน์ เฟซบุ๊ก ในทางผิดอาจถูกระงับใช้ในอนาคตได้นั้น
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องรีบทำความเข้าใจเนื่องจากมีการสร้างกระแสในทางที่ผิด จากการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะเคยมีประสบการณ์จากการนำเอาคำพูดลักษณะนี้ ไปบิดเบือนสร้างกระแสจำกัดสิทธิและเสรีภาพขาดหลักประชาธิปไตย ภายในประเทศทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมนานาชาติ
นางมัลลิกา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจจริงในการดำเนินการกับผู้กระทำผิดความผิดกฎหมาย แต่การจับกุม สกัดกั้น และรับผิดชอบ การกระทำความผิดกฎหมายเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) รวมทั้งกระทรวงด้านความมั่นคงจะต้องบูรณาการณ์ ทุกวันนี้ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดยังไม่เคยประชุมร่วมหรือนำข้อตกลงเอ็มโอยูอยู่ระหว่างกระทรวงพันธกิจ 5 หน่วยงาน มาคิดร่วมกันเลย
"ทางมูลนิธิฯ เคยต้องประสานไปถึงสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง เพื่อส่งลิงก์ที่ผิดกฎหมายให้ไปดำเนินการจับกุม แต่ปรากฏว่ากระทรวงไอซีที ก็หย่อนประสิทธิภาพขาดความใส่ใจ จากรัฐมนตรีว่าการที่กำกับ สามารถตรวจสอบวาระการประชุมของกระทรวงได้เลยว่า มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ในการสกัดกั้นจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายหมิ่นสถาบันและกฎหมาย เพราะระบอบคอมพิวเตอร์หรือไม่ ทางมูลนิธิฯเคยส่งลิงก์ที่ผิดกฎหมายไปให้ 596 ลิงค์ บนโซเชียลเนตเวิร์ค ทุกวันนี้ก็ยังอยู่เช่นเดิม การจับกลุ่มนำคนผิดเข้าสู่กระบวนการของกฎหมายมีน้อยมากนับคดีได้” นางมัลลิกา กล่าว
นางมัลลิกา กล่าวว่า เมื่อเป็น ความหย่อนประสิทธิภาพ และความเข้าใจในเนื้อกฎหมายของรัฐมนตรี หรือการจัดลำดับความสำคัญของงานนี้อยู่จุดใด ของพันธกิจนายกรัฐมนตรีต้องตรวจสอบดู แต่การคิดระบบหว่านแหเช่นนี้ จะเป็นผลลบต่อการเดินหน้าของรัฐบาล เพราะจะถูกนำไปผสมโรงวิพากษ์วิจารณ์รวมการเคลื่อนไหวของผู้ไม่หวังดี เพราะขณะนี้บนเว็บยูทูปลิงก์ ที่เคยส่งให้กระทรวงฯจับใครได้บ้างต้องถาม เห็นมีแต่ข้ออ้างว่า มีการอัพโหลดจากต่างประเทศ แต่ไม่เคยมีภารกิจรัฐมนตรีประสานขอความร่วมมือผู้ให้บริการเว็บทุกรายเลย อย่าลืมว่าผู้ให้บริการเว็บทุกรายทั้งในและต่างประเทศ ก็เป็นมนุษย์ภายใต้กฎหมาย เขาก็คุยรู้เรื่องรับฟังนำไปหาวิธีแก้ไขได้ เพราะเขาเป็นผู้ดูแลระบบ เราจะมาคิดระบบเองแล้วหว่านแหให้โดนด่าทำไม ผู้ให้บริการต้องรับผิดชอบสังคม รองนายกฯ และรัฐมนตรีไอซีที นั่งอยู่ทำไมล่ะต้องช่วยนายกฯเรื่องนี้ด้วย





