"พล.อ.ประยุทธ์" ใช้อำนาจ "ม.44" สั่งแก้ลอบนําสารเคมี-เครื่องมือ ไปผลิตยาเสพติด มอบหน้าที่ "บิ๊กปปส." ตรวจยึดอายัดได้
ราชกิจจานุเบกษา หน้า ๑๕ เล่ม ๑๓๓ ตอนพิเศษ ๑๓๙ ง ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๒/๒๕๕๙ เรื่อง มาตรการป้องกันการลักลอบนําสารเคมี วัสดุ หรือเครื่องมือบางประเภทไปใช้ผลิตยาเสพติด
เพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการลักลอบนําสารเคมี วัสดุ หรือเครื่องมือบางประเภท ไปใช้ผลิตยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุออกฤทธิ์เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จําเป็นต้องกําหนดมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันการนําเข้า ส่งออก นําผ่าน ขนย้าย ผลิต ขาย มีไว้ในครอบครองในพื้นที่ควบคุมเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ในคําสั่งนี้
“ผู้ทําธุรกรรม” หมายความว่า
(๑) ผู้นําเข้า ส่งออก นําผ่าน หรือขนย้ายในพื้นที่ควบคุม
(๒) ผู้ผลิต ขาย หรือมีไว้ในครอบครองไม่ว่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นและไม่ว่าจะเพื่อประการอื่นใดและรวมถึงการทิ้งอยู่ หรือปรากฏอยู่ในบริเวณที่อยู่ในความครอบครองด้วย ทั้งนี้ ภายในพื้นที่ควบคุม
(๓) ตัวแทน นายหน้า หรือคนกลางเจรจาติดต่อระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย หรือผู้ส่ง
“ธุรกรรมต้องสงสัย” หมายความว่า ธุรกรรมซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้
(๑) ผู้ทําธุรกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ ๒ (๓)
(๒) ผู้ทําธุรกรรมจงใจแสดงข้อความเท็จหรือปกปิดข้อความจริงอันเป็นสาระสําคัญ
(๓) ผู้ทําธุรกรรมซึ่งมีหนังสือเรียกตามคําสั่งนี้ ไม่มาให้ถ้อยคํา ไม่ส่งเอกสารหรือวัตถุตามกําหนดเวลาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือมาให้ถ้อยคําแล้วแต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าธุรกรรมนั้น ได้กระทําโดยสุจริตหรือไม่เป็นธุรกรรมต้องสงสัย
(๔) ไม่ปรากฏผู้ทําธุรกรรมมีตัวตนแน่นอน หรือปรากฏว่ามีการใช้ชื่อปลอมหรือเท็จหรือผู้ทําธุรกรรมได้หลบหนีหรือต้องหาคดียาเสพติด
“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ข้อ ๒ เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอํานาจประกาศกําหนดมาตรการดังต่อไปนี้ในการป้องกันการลักลอบนําสารเคมี วัสดุ หรือเครื่องมือบางประเภทไปใช้ผลิตยาเสพติด
(๑) ชื่อ ปริมาณของสารเคมี วัสดุ หรือเครื่องมือควบคุม
(๒) กําหนดพื้นที่ควบคุมสารเคมี วัสดุ หรือเครื่องมือนั้น โดยอาจกําหนดห้วงเวลาหรือระยะเวลาตามที่เห็นสมควรก็ได้
(๓) กําหนดหน้าที่ของผู้ทําธุรกรรมและวธิีดําเนินการอื่นใดเพื่อควบคุมสารเคมี วัสดุ หรือเครื่องมือ ตาม (๑) และ (๒)
ข้อ ๓ ในการปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) เข้าไปในสถานที่ผลิตหรือเก็บสารเคมี วัสดุ หรือเครื่องมือ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย ว่าเป็นธุรกรรมต้องสงสัย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งนี้
(๒) ตรวจค้นบุคคล สถานที่ หรือยานพาหนะที่บรรทุกสารเคมี วัสดุ หรือเครื่องมือ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นธุรกรรมต้องสงสัย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งนี้ ทั้งนี้ อาจนําสารเคมี ในปริมาณเท่าที่จําเป็นไปเป็นตัวอย่างเพื่อตรวจสอบได้
(๓) กัก ยึด หรืออายัดสารเคมี วัสดุ เครื่องมือ ยานพาหนะ ภาชนะบรรจุ สมุดบัญชี เอกสาร หรือสิ่งของอื่น ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นธุรกรรมต้องสงสัย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามคําสั่งนี้ มีกําหนดระยะเวลาไม่เกินสามสิบวัน ทั้งนี้ ถ้ามีเหตุจําเป็นเลขาธิการอาจพิจารณาขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสามสิบวัน
(๔) มีหนังสือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคํา ส่งเอกสาร หรือวัตถุใด ๆ มาเพื่อให้บุคคลนั้นพิสูจน์ว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งของที่กัก ยึด หรืออายัดตาม (๓) นั้น ได้กระทําโดยสุจริตหรือไม่เป็นธุรกรรมต้องสงสัย
ขอ้ ๔ ในกรณีที่เจ้าพนักงานได้ใช้อํานาจกัก ยึด หรืออายัดตามข้อ ๓ (๓) แล้วให้รายงานเลขาธิการภายในสามวัน และให้เลขาธิการมีอํานาจ ดังต่อไปนี้
(๑) สั่งคืนสิ่งของที่กัก ยึด หรือแจ้งการถอนอายัด ในกรณีเห็นว่าธุรกรรมนั้นไม่เป็นธุรกรรมต้องสงสัย หรือผู้ทําธุรกรรมสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนได้ทําธุรกรรมนั้นโดยสุจริต ให้เจ้าพนักงานแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ควรได้รับคืนให้มารับสิ่งของที่กัก ยึด หรือแจ้ง การถอนอายัดไว้ ในกรณีที่ไม่สามารถแจ้งได้ ให้โฆษณาทางหนังสือพิมพ์หรือโดยปิดประกาศในที่เปิดเผย ณ ที่ทําการของเจ้าพนักงาน และสถานที่อายัดเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
(๒) สั่งทําลาย หรือจัดการตามที่เห็นสมควร ในกรณีดังนี้
(ก) เห็นว่าธุรกรรมนั้นเป็นธุรกรรมต้องสงสัย และผู้ทําธุรกรรมไม่มาพิสูจน์ว่าตนได้ทําธุรกรรมนั้นโดยสุจริต
(ข) ปรากฏว่าผู้ควรได้รับคืนไม่มาขอรับสิ่งของที่กัก ยึด หรืออายัดไว้ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่แจ้งเป็นหนังสือหรือวันที่โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ หรือวันที่ปิดประกาศในที่เปิดเผยตาม (๑) หรือ
(ค) ไม่ปรากฏว่ามีผู้ทําธุรกรรมมาแสดงตนภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้ใช้อํานาจกักยึด หรืออายัดตามข้อ ๓ (๓)
ข้อ ๕ ในการปฏิบัติการตามคําสั่งนี้ให้เลขาธิการ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
ข้อ ๖ บรรดาสารเคมีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประกาศตามข้อ ๒ (๑) ซึ่งเจ้าพนักงานตามกฎหมายอื่นได้กัก ยึด หรืออายัดไว้อยู่ก่อนวันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการกัก ยึด หรืออายัดตามคําสั่งนี้ และให้เจ้าพนักงานตามกฎหมายดังกล่าวนั้นรายงานเลขาธิการภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ เพื่อเลขาธิการดําเนินการตามคําสั่งนี้ต่อไป ทั้งนี้ หากมีความจําเป็นเลขาธิการ
อาจขยายระยะเวลาการรายงานได้ตามความเหมาะสม
ข้อ ๗ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ





