“สุขุมพันธุ์” มอบนโยบายการศึกษาปี 59 เล็งเปิดหลักสูตรภาษา“มาลายู-ญี่ปุ่น”เพิ่ม ยันให้โอกาสให้เด็กเท่าเทียม
ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานมอบนโยบายด้านการจัดการศึกษา ปีการศึกษา 2559 ผ่านระบบออนไลน์ www.bangkokschoollive.com และ สถานีโทรทัศน์มหานคร Metro TV (PSI ช่อง221) โดยมีนางผุสดี ตามไท รองผู้ว่าฯกทม. นายกิตตินันท์ ขาวสุทธิ์ รองปลัดกทม. นายจรูญ มีธนาถาวร ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา คณะผู้บริหารสำนักการศึกษา ร่วมพิธี
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า การเรียนรู้ถือเป็นหัวใจของการพัฒนาเด็ก ซึ่งเด็กมีความสำคัญหลักของการพัฒนาประเทศ กทม.จึงได้พัฒนาการเรียนรู้ทั้งภายในห้องเรียนและนอกห้องเรียน โดยการเรียนรู้นอกห้องเรียนถือเป็นโชคดีของเด็กที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยสถานที่ให้ได้เรียนรู้มากมาย อาทิ ห้องสมุด ศูนย์เยาวชน พิพิธภัณฑ์ และบ้านหนังสือ ส่วนการเรียนรู้ภายในห้องเรียนซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและทำได้ยากแต่กทม.ได้พยายามพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกทม.อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลลัพธ์อาจไม่ได้เห็นภายใน 1-2 ปีนี้ เพราะการจะเห็นผลว่าเด็กสามารถเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพ อาจต้องรอถึง 10-20 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่ามีเด็กนักเรียนโรงเรียนสังกัดกทม.ที่มีผลการทดสอบโอเนตเป็นที่น่าพอใจ และโรงเรียนส่วนใหญ่ก็ผ่านการประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)
กทม.ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาภาษาที่สองให้แก่นักเรียน โดยปัจจุบันมีโรงเรียนที่เปิดสอนสองภาษาในปีการศึกษา 2559 ในภาษาไทย-อังกฤษ 41 แห่ง และไทย-จีน 14 แห่ง ซึ่งในอนาคตจะพิจารณาให้มีการเปิดสอนภาษาที่สอง สำหรับภาษาอาหรับ มาลายูหรือญี่ปุ่นต่อไป เพราะการเสริมสร้างทักษะทางภาษาไม่จำเป็นต้องมาจากห้องเรียนเท่านั้น การอ่านหนังสือหรือดูภาพยนตร์ภาษานั้น ๆ ก็ทำให้เกิดความคุ้นเคยและเป็นวิธีการพัฒนาภาษาที่มีประสิทธิภาพด้วย นอกจากนี้กทม.ยังได้สนับสนุนทางด้านกีฬาและดนตรี เนื่องจากเด็กไม่อาจเก่งได้ทุกวิชา อาจมีบางวิชาที่เขาสามารถทำได้ดีแต่การพัฒนาเด็กที่มีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นเรื่องที่กทม.พร้อมที่จะสนับสนุนและเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพในตนเองได้อย่างเท่าเทียมกัน
“การพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนสังกัดกทม.เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ซึ่งกทม.ไม่สามารถทำให้สำเร็จเพียงลำพังได้ จำเป็นต้องได้รับความสนับสนุนจากหลายหน่วยงานซึ่งที่ผ่านมาก็มีหน่วยงานทั้งจากในและต่างประเทศให้ความช่วยเหลือ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาจากประเทศฟินแลนด์ สิงคโปร์ และจีนที่ให้การสนับสนุนฝึกอบรมคณะครู อาจารย์ให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาแนวใหม่ เพื่อลดเวลาเรียนและเพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้องเรียน การเรียนรู้ภาษาที่สอง ซึ่งกทม.ได้สนับสนุนอุปกรณ์ เทคโนโลยี เพื่อช่วยในการเรียนการสอนให้มีมาตรฐาน เป็นการยกระดับให้โรงเรียนกทม.ทัดเทียมโรงเรียนอื่น ๆ ต่อไป”ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว




